เนชั่นทีวี

ข่าว

พาณิชย์'จำกัด'การซื้อ-ส่งออกหน้ากากอนามัย

04 ก.พ. 2563 | rattana

พาณิชย์'จำกัด'การซื้อ-ส่งออกหน้ากากอนามัย

กระทรวงพาณิชย์ ชงครม.เคาะหน้ากากอนามัย วัตถุดิบที่ใช้ผลิต และเจลล้างมือแอลกอฮอล์ เป็นสินค้าควบคุม หลังพบสินค้าขาดแคลนในบางพื้นที่และหาซื้อยาก พร้อมออกมาตรการควบคุมการส่งออกต้องขออนุญาตตั้งแต่ 500 ชิ้นขึ้นไป และอาจจำกัดการซื้อต่อคนไม่เกิน 10 ชิ้น

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ กล่าวภายหลังการเป็นประธานประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ครั้งที่ 1/63 ว่า ที่ประชุมมีมติให้นำสินค้า 2 รายการ คือ หน้ากากอนามัยและวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต (เส้นใยโพลีโพรพิลีน หรือสปันบอนด์) รวมถึงเจลล้างมือที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เพื่อสุขอนามัย เข้าสู่บัญชีสินค้าและบริการควบคุม ภายใต้พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการพ.ศ.2542 โดยจะนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 4 ก.พ.นี้ พิจารณาเห็นชอบ  หลังจากนั้นสำนักงานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ จะออกประกาศเพื่อให้มีผลบังคับใช้ คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ไม่เกินวันที่ 4 ก.พ. ซึ่งจะส่งผลให้มีรายการสินนค้าในบัญชีสินค้าและบริการควบคุมเพิ่ม 54 รายการ จากเดิม 52 รายการ
สำหรับการขึ้นเป็นสินค้าควบคุมจะทำให้กระทรวงพาณิชย์ สามารถใช้มาตรการทางกฎหมายกำกับดูแลได้ทั้งปริมาณ และราคา โดยมาตรการที่ใช้ คือ กำหนดให้ผู้ผลิต ผู้แทนจำหน่าย ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก ต้องแจ้งข้อมูลด้านต้นทุน ราคาซื้อ ปริมาณการผลิต การนำเข้า ส่งออก สต๊อก ให้กรมการค้าภายในทราบทันที 
นอกจากนี้ ยังกำหนดให้ผู้ผลิต ผู้แทนจำหน่าย ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก กระจายสินค้าไปทั่วประเทศ หรือพื้นที่ขาดแคลน, กำหนดให้ปิดป้ายแสดงราคาสินค้าให้ชัดเจน และต้องขายตามราคาที่ปิดป้าย และยังกำหนดให้ผู้ค้าที่จะส่งออกหน้ากากอนามัยเกิน 500 ชิ้นขึ้นไป จะต้องขออนุญาตการส่งออกต่อกรมการค้าภายใน รวมถึงจะกำหนดให้ผู้ค้า จำกัดปริมาณการขายให้กับผู้ซื้อด้วย เช่น อาจจะไม่เกินคนละ 10 ชิ้น เป็นต้น ส่วนสินค้าเจลล้างมือ จะใช้มาตรการกำกับดูแลเหมือนกับหน้ากากอนามัย แต่ไม่เข้มงวดเรื่องการส่งออก เพราะไม่มีปัญหาเรื่องปริมาณ ขณะนี้ ประชาชนยังหาซื้อได้ ไม่มีปัญหาขาดแคลน
"สาเหตุที่ต้องนำเข้าสู่บัญชีสินค้าควบคุม และกำหนดมาตรการดูแล เป็นเพราะขณะนี้ ความต้องการใช้ประเทศเพิ่มสูงขึ้นมาก จากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา โดยหน้ากากอนามัย ใช้เพิ่มจากเดือนละ 30 ล้านชิ้น เป็น 40-50 ล้านชิ้น ขณะเดียวกัน มีการเร่งส่งออกจำนวนมาก จึงทำให้บางพื้นที่หาซื้อยาก และบางพื้นที่ขาดแคลน แต่มาตรการดังกล่าว จะเป็นมาตรการระยะสั้นเท่านั้น เมื่อสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ จะผ่อนคลายมาตรการต่อไป"
อย่างไรก็ตาม หากผู้ประกอบการ ไม่ปฎิบัติตามประกาศของกกร.ในเรื่องดังกล่าว จะมีโทษจำคุก 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกรณีไม่แจ้งราคาซื้อหรือขาย มีโทษจุก 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับครั้งละ 20,000 บาทตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืน  นายจุรินทร์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดตั้งวอร์รูมติดตามสถานการณ์การจำหน่ายหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ และสินค้าที่เกี่ยวข้อง และติดตามการแก้ปัญหาต่างๆ เพื่อดูแลสินค้าให้เพียงพอและจำหน่ายในราคาที่เป็นธรรม พร้อมกับมอบหมายให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ติดตามด้วยว่า การแพร่ระบาดดังกล่าว จะมีผลกระทบกับการส่งออกสินค้าไทยหรือไม่ อย่างไร และรวบรวมข้อมูลจากทูตพาณิชย์ทั่วโลก เพื่อนำมาประเมินสถานการณ์และรับมือผลกระทบที่อาจเกิด แต่ในเบื้องต้น ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะได้มีผลเสียหรือมีโอกาสดีต่อการส่งออกไทย  โดยจะได้ข้อสรุปภายในเดือนก.พ.นี้
ด้านนายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ประเด็นที่กังวลกันว่า อาจมีการส่งออกหน้ากากอนามัยในลักษณะหิ้วขึ้นเครื่องจำนวนมากนั้น เชื่อว่า มาตรการของกกร.จะแก้ปัญหาได้ ทั้งมาตรการในเรื่องขออนุญาตการส่งออก รวมถึงมาตรการจำกัดการซื้อ เช่น อาจจะให้ซื้อได้คนละ 10 ชิ้น เป็นต้น อย่างไรก็ตาม มาตรการที่กกร.ได้อนุมัตินั้น กรมได้เชิญ ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จำหน่าย หน้ากากอนามัยและเจลล้างมือที่มีส่วนผสมจากแอลกอฮอล์ มาชี้แจงทำความเข้าใจแล้ว 
"ส่วนการค้ากำไรเกินควร หรือขายเกินราคานั้น กรมได้ส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบอย่างเข้มงวด รวมถึงตรวจสอบการขายผ่านเว็บไซต์ต่างๆ ด้วย หากพบขายเกินราคา จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  ซึ่งล่าสุด ได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีกับผู้ค้ารายหนึ่งในย่านสำเพ็งที่ขายหน้ากากาอนามัยแบบเอ็น 95 ในราคาสูงเกินจริง คือ ชิ้นละ 80 บาท ทั้งๆ ที่ไม่ควรเกิน 60 บาท และหากประชาชนพบเห็นการขายในราคาสูงเกินจริง แจ้งได้ที่สายด่วนโทร 1569"
ส่วนนพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ในประเด็นการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนานั้น กระทรวงสาธารณสุขแนะนำเรื่องการล้างมือเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อ การใช้เจลล้างมือก็ดี แต่ถ้าสามารถล้างมือได้ และล้างให้ครบทุกจุด ถือว่าสำคัญที่สุด สามารถทำได้ทุกบ้าน โดยล้างด้วยน้ำเปล่าหรือน้ำสบู่จะดีกว่าใช้แอลกอฮอล์ด้วยซ้ำ สำหรับหน้ากากอนามัยใน ประชาชนทั่วไปที่ไม่เจ็บป่วย ใช้หน้ากากอนามัยจากผ้า ก็เพียงพอที่จะป้องกันละอองน้ำมูล หรือน้ำลายที่มีเชื้อไวรัสโคโรนาแล้ว ไม่จำเป็นต้องซื้อหน้ากากอนามัย 

ข่าวล่าสุด