เนชั่นทีวี

ข่าว

พาณิชย์ชี้ไวรัสโคโรนาไม่กระทบส่งออกระยะสั้น

03 ก.พ. 2563 | orawan_jan

พาณิชย์ชี้ไวรัสโคโรนาไม่กระทบส่งออกระยะสั้น

พาณิชย์ คาดว่าการส่งออกไทยจะกลับมาขยายตัวในปี 2563 หลังสัญญาการส่งออกเริ่มฟื้นตัวและมีทิศทางดีขึ้น และค่าเงินบาทเริ่มอ่อนค่า ส่วนไวรัสโคโรนาระบาดยังไม่กระทบการส่งออกระยะสั้น

นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพรผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวถึงแนวโน้มการส่งออกว่าสนค. ประเมินการส่งออกไทยจะกลับมาขยายตัวในปี 2563 โดยการส่งออกล่าสุดเดือน ธ.ค. 62 หดตัวร้อยละ1.3แต่หากหักน้ำมันและทองคำ จะขยายตัวที่ร้อยละ 1.2เป็นสัญญาณดีว่าการส่งออกไทยเริ่มฟื้นตัวและมีทิศทางที่ดีในปี2563มีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ คือ 1. เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว โดย IMF คาดการณ์ว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.3 ในปี2563 (จากร้อยละ 2.9 ในปี 2562) และเห็นสัญญาณว่าการค้าโลกกำลังผ่านจุดต่ำสุดจากกิจกรรมการผลิตในหลายสาขา 

 

2. ท่าทีความพร้อมในการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายของหลายประเทศเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างมีเสถียรภาพอาทิ สหรัฐ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น 3. ราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้มฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น4.) สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯที่เริ่มผ่อนคลายจากการลงนามข้อตกลงทางการค้าระยะแรก (Phase-1 Deal)  5. สถานการณ์ Brexit มีความชัดเจนแล้ว และมีช่วงเปลี่ยนผ่านจนถึงสิ้นปี 2563 ซึ่งจะยังไม่ส่งกระทบต่อผู้ประกอบการไทย และ 6.ค่าเงินบาทเริ่มมีแนวโน้มอ่อนค่าลงโดยเดือน ม.ค. 2563ค่าเงินบาทเฉลี่ยอยู่ที่ 30.44 บาทต่อดอลลาร์. กลับมาอ่อนค่าในรอบ 9 เดือน

 

ส่วนประเด็นการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาในประเทศจีนนั้นสนค. คาดว่า ยังไม่น่ากระทบต่อการส่งออกไทยในระยะสั้น โดยเฉพาะกลุ่มอาหารที่มีมูลค่าสูงในตลาดจีนเพราะมีอุปสงค์ซื้อสินค้าอาหารไทยที่มีความปลอดภัยและคุณภาพดีอย่างต่อเนื่องแต่ก็ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ไม่ให้มีการชะงักของการค้าในภูมิภาค

 

 

สำหรับประเด็นสินค้าส่งออก 573 รายการ ถูกสหรัฐระงับสิทธิ GSP นั้น ยืนยันว่ากระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่และเตรียมมาตรการรองรับในทุกกรณีอย่างรัดกุมเพื่อให้เกิดผลกระทบต่อผู้ส่งออกน้อยที่สุดโดยกรมการค้าต่างประเทศมีแผนรองรับสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบและในด้านการรักษาตลาดกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศมีแผนจัดกิจกรรมนำคณะภาครัฐและเอกชนบุกตลาดเป้าหมายกว่า18 ประเทศ ในปี 2563ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์การตลาดสำคัญตามแนวนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อรักษาฐานเดิมและขยายตลาดใหม่ที่มีศักยภาพอย่างครอบคลุมและกระจายความเสี่ยงจากมาตรการการค้าของประเทศใดประเทศหนึ่ง  แผนกิจกรรมสำคัญ อาทิ เอเชีย จีน ญี่ปุ่นอินเดีย บังคลาเทศ และ CLMV ยุโรป ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร และรัสเซีย แอฟริกา แอฟริกาใต้ตะวันออกกลาง บาห์เรน และออสเตรเลีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์

 

ขณะที่มุมมองรายตลาด นางสาวพิมพ์ชนกชี้แจงว่าตลาดส่งออกสำคัญต่างๆ มีการปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนใน

ครึ่งปีหลังของปี2562อีกทั้งการส่งออกเดือน ธ.ค. 2562 ขยายตัวในหลายตลาด การส่งออกไปตลาดสหรัฐฯ และจีน ขยายตัวร้อยละ 15.6 และ 7.3 ตามลำดับ ซึ่งเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 10 เดือน และ 18 เดือน ตามลำดับ นอกจากนี้การส่งออกไปตลาดตะวันออกกลางและตลาดรัสเซียและกลุ่มประเทศ CIS ขยายตัวร้อยละ 11.4 และ 8.0 เป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 23 เดือน และ 16 เดือน ตามลำดับ รวมทั้งการส่งออกไปตลาด CLMV  กลับมาขยายตัว

ครั้งแรกในรอบ8เดือนที่ร้อยละ 1.1ซึ่งการส่งออกไปตลาดสำคัญที่ปรับตัวดีขึ้นสะท้อนถึงการส่งออกไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและคาดว่าจะรักษาโมเมนตัมการฟื้นตัวได้ต่อเนื่องในปี 2563

 

นอกจากนี้ จากการวิเคราะห์ของ สนค. พบว่ามีสินค้าส่งออกหลายรายการที่ควรเร่งผลักดันเพื่อให้การส่งออกไทยกลับมาขยายตัว ในปี2563โดยสินค้าไทยมากกว่า 30รายการ ครอบคลุมทั้งสินค้าเกษตรและอาหาร และสินค้าอุตสาหกรรม (สัดส่วนประมาณร้อยละ25และขยายตัวมากกว่าร้อยละ 13) ทำสถิติมูลค่าส่งออกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ท่ามกลางการค้าโลกที่ชะลอตัวในปี2562และคาดว่าจะยังคงขยายตัวต่อเนื่องในปีนี้ซึ่งการที่ไทยสามารถส่งออกสินค้ากลุ่มนี้สูงสุดเป็นประวัติการสะท้อนความสามารถในการปรับตัวและพัฒนาสินค้าของผู้ประกอบการไทยที่ตอบโจทย์ตามความต้องการของตลาดสินค้าเกษตรและอาหาร อาทิ ผลไม้สดแช่เย็น แช่แข็ง และแห้ง ไก่สดแช่เย็นแช่แข็งนมและผลิตภัณฑ์นม ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ เครื่องดื่มสิ่งปรุงรสอาหาร และอาหารสัตว์เลี้ยง สินค้าอุตสาหกรรม ได้แก่ เครื่องส่งวิทยุโทรเลข โทรศัพท์ นาฬิกาและส่วนประกอบ รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบเครื่องสำอางสบู่และผลิตภัณฑ์รักษาผิว ผ้าแบบสำหรับตัดเสื้อ และเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร

 

 

"นอกเหนือจากการรุกตลาดส่งออกและผลักดันสินค้าศักยภาพแล้วการเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อลดภาษีสินค้า รวมถึงการเจรจาแก้ไขปัญหาจากอุปสรรคและมาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่มาตรการทางภาษี(NTBs และ NTMs)ในตลาดเป้าหมายก็เป็นอีกส่วนสำคัญในการผลักดันการส่งออกในอนาคตโดยหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องมีการบูรณาการการทำงานร่วมกันกับภาคเอกชนด้วยในส่วนของผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญในการดูแลรักษามาตรฐานสินค้าและบรรจุภัณฑ์เพื่อให้สินค้าไทยคงศักยภาพในการส่งออกต่อไป"


ข่าวล่าสุด