ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า การบริหารจัดการน้ำในเชิงลุ่มน้ำเป็นเรื่องที่ สทนช.ให้ความสำคัญ ซึ่งต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในระดับพื้นที่ร่วมให้ความเห็นเพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาที่แท้จริง ปัจจัยที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่นำไปสู่แนวทางการพัฒนาลุ่มน้ำอย่างเป็นระบบ โดย สทนช.ได้นำแนวทางการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) มาใช้ศึกษาเพื่อประเมินศักยภาพและข้อจำกัดของสิ่งแวดล้อมในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่รายลุ่มน้ำสำคัญของประเทศ รวมถึงล่าสุด คือ ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออก ซึ่งดำเนินการศึกษาใกล้แล้วเสร็จ โดยมีการวิเคราะห์ผลกระทบในระดับภาพรวมและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแบบ"บนลงล่าง" และ "ล่างขึ้นบน" ในทุกขั้นตอนของการศึกษา บนฐานความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
สำหรับพื้นที่ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออก มีพื้นที่ประมาณ 16.26 ล้านไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 11 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ประจวบคีรีขันธ์ พัทลุง ยะลา ปัตตานี ระนอง สงขลา และสุราษฏร์ธานี โดยมีลุ่มน้ำตาปี ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา และลุ่มน้ำปัตตานีแทรกตัวเป็นช่วง ๆ มีปริมาณฝนเฉลี่ยรายปี 2,197 มิลลิเมตร ปริมาณน้ำท่ารายปีเฉลี่ย 24,563 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ศักยภาพเก็บกักในแหล่งน้ำต่างในพื้นที่มีประมาณ 110 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี แต่มีความต้องการน้ำถึง 10,216 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ทำให้ภาคใต้ฝั่งตะวันออกประสบปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ำตลอดมา ประกอบกับปัญหาการเจริญเติบโตด้านเศรษฐกิจในพื้นที่ทำให้มีแนวโน้มการขาดแคลนน้ำเพิ่มขึ้น รวมถึงการใช้ที่ดินที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้มีปัญหาด้านอุทกภัยเพิ่มขึ้นและส่งผลกระทบกับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่และก่อให้เกิดความเสียหายด้านเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก