เนชั่นทีวี

ข่าว

ทีดีอาร์ไอคาดไวรัสโคโรนาทุบจีดีพีปีนี้โตแค่2%

01 ก.พ. 2563 | orawan_jan

ทีดีอาร์ไอคาดไวรัสโคโรนาทุบจีดีพีปีนี้โตแค่2%

ทีดีอาร์ไอ คาดเศรษฐกิจไทยปีนี้โตได้แค่ 2% เหตุไวรัสโคโรนาทำนักท่องเที่ยวจีนหาย 2 ล้านคน ยังไม่รวมผลกระทบจากพรบ.งบประมาณล่าช้าและภัยแล้ง ส่วนหอการค้าไทยระบุ กกร.เตรียมทบทวนจีดีพีใหม่ 5 ก.พ.นี้

ผู้เข้าอบรมหลักสูตรผู้บริหารการสื่อสารมวลชนระดับสูง ด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (บสส.) รุ่นที่ 9 สถาบันอิศราฯ ได้จัดการสัมมนาสาธารณะหัวข้อ "How toรอด...รอดอย่างไรในสถานการณ์เศรษฐกิจร้อน การเมืองแรง" ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 6 อาคารปฏิบัติการวิทยุโทรทัศน์ บจม. อสมท เพื่อนำเสนอมุมมองการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเมือง ภายใต้ปัจจัยความเสี่ยงรอบด้านทั้งในและต่างประเทศ ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้อำนวยการวิจัยและคำปรึกษาระหว่างประเทศ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้น่าจะเติบโตต่ำกว่า 2% จากคาดการณ์เดิมมองว่าปีนี้จะเติบโตได้ในระดับ 2.8% หลักๆมาจากผลกระทบจากไวรัสโคโรนาที่ส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง และงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ที่ล่าช้า กว่าจะเบิกจ่ายได้น่าจะเดือนมิ.ย. 2563 รวมถึงปัญหาภัยแล้งทั้งนี้การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา อาจจะส่งผลกระทบให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลง 2 ล้านคน และส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่น ๆ ปรับลดลง 8 แสนคน เฉพาะผลกระทบจากการท่องเที่ยวจะทำให้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปีนี้ลดลงเหลือ 2% เมื่อรวมผลกระทบจากภัยแล้ง งบประมาณล่าช้า จึงมีโอกาสที่จะต่ำกว่า 2%"ผลกระทบไวรัสโคโรนา เป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลจะต้องสร้างความเชื่อมั่นเพราะไม่ได้กระทบเฉพาะการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับห่วงโซ่การผลิต เพราะชิ้นส่วนบางอย่างที่นำเข้าจากจีนต้องหยุดชะงัก" อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยปีนี้ ไม่ได้มีเฉพาะข่าวร้ายเท่านั้น ยังมีข่าวดีในหลายเรื่อง ทั้งเศรษฐกิจโลกที่ยังเติบโตอยู่ จากคากการณ์ของสำนักจต่าง บอกได้ว่าไม่มีวิกฤติ เช่นเดียวกับในประเทศที่เศรษฐกิจยังเติบโต แม้จะชะลอตัว บวกกับแนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับลดลง ปีนี้ไม่น่าจะเกิน 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อีกทั้งเงินบาทยังเริ่มอ่อนค่า ล่าสุดอยู่ที่ระดับ 31.2 บาทต่อดอลลาร์(31 ม.ค.) ราคาสินค้าเกษตรเริ่มขยับ แม้ว่าจะมีปัญหาภัยแล้งทำให้เราได้อานิสงส์ไม่ได้เต็มที่ สุดท้ายคือ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยตลาดโลกรวมถึงไทยปรับลดลง ส่วนเรื่องงบประมาณที่ล่าช้า ไม่ได้กังวลเรื่องงบประจำ เพราะสามารถใช้งบปี 2562 ที่เหลืออยู่ไปก่อนได้ แต่ที่ห่วงคืองบลงทุนที่กว่าจะออกมาได้ก็เดือนมิ.ย. หากออกมาแล้วก็อยากให้เร่งเบิกจ่ายให้ได้มากกกว่า 70% จะมีส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคด้านนายชัยยงค์ สัจจพานนท์ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กล่าวว่า การรับมือกับสถานการณ์ไวรัสโคโรนา ทุกภาคส่วนทำได้ค่อนข้างดี โดยท่านฑูตจากปักกิ่ง3 คนจะเดินทางไปเมืองอู่ฮั่น เพื่อดูแลคนไทยที่นั่น แม้กลับไปต้องถูกกักตัว 14 วัน ส่วนทางการไทยจะจัดไปรับคนไทยในอู่ฮั่นวันที่ 4 ก.พ. นี้ ซึ่งการเตรียมความพร้อมด้านสาธารณสุขเราได้รับคำชมจาก WHO มาโดยตลอดสำหรับสถานการณ์การเมืองต่างประเทศ จะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน จากการทำนโยบายของทรัมป์ที่จะต้องสร้างคะแนนเสียง โดยเฉพาะเรื่องสงครามการค้า ที่แม้ตอนนี้จะมีการประณีประณอมในรอบแรก การลดภาษีรอบแรกเป็นแค่ส่วนย่อยจากการใช้กำแพงภาษี สงครามการค้ายังมีอยู่ เพียงแต่ตอนนี้เบาบางลง"นโยบายที่ไม่ชัดเจนของทรัมป์สร้างความลำบากต่อผู้ดำเนินนโยบาย เราเองก็ต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างจีนและสหรัฐ ที่ผ่านมาทำได้ดี สร้างความสมดุล ไม่ให้เกิดผลกระทบว่าเลือกข้างใดข้างหนึ่ง และดำเนินการที่เป็นประโยชน์ เราสามารถดำเนินความสัมพันธ์พิเศษกับจีนและสหรัฐได้ โดยต้องหลีกเลี่ยงประเด็นที่สร้างความเข้าใจผิด"นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าไทย กล่าวว่า คณะกรรมการร่วมเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)ประมาณการอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2563ไว้เมื่อเดือนมกราคมอยู่ที่ระดับ 2.5-33% โดยที่ยังไม่มีปัจจัยเรื่องงบประมาณรายจ่ายปี 2563 ล่าช้าและการระบาดของไวรัสโคโรนา ดังนั้นในการประชุม กกร.วันที่ 5 กุมภาพนธ์นี้ จะมีการทบทวนประมาณการณ์เศรษฐกิจไทยใหม่อีกครั้ง ซึ่งขณะนี้ชัดเจนว่า จะเติบโตต่ำกว่า 3% แต่เชื่อว่า จะไม่ต่ำกว่า 2.5% เนื่องจากเศรษฐกิจไทย ยังมีโอกาสรับเงินลงทุนที่เข้ามาลงทุนจากต่างประเทศ จากการย้ายฐานการผลิตจากประเทศจีน ต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา จากการที่ไทยเป็นศูนย์กลางภูมิภาคใตประเทศ CLMVแม้เศรษฐกิจไทยจะเจอปัจจัยลบ แต่ก็ยังมีข่าวดีในแง่การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ทำให้ผู้ประกอบการ สามารถเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น สะท้อนจกตลาดอีคอมเมิร์สที่เติบโตสูงในปีที่ผ่านมา ขณะเดียวทุกภาคส่วนสามารถช่วยกันฟื้นเศรษฐกิจไทย ด้วยโครงการไทยเท่ เที่ยวเมืองไทย และใช้ของไทย โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐ ต้องสนับสนุนให้เกิดการจัดสัมนาในประเทศ เชื่อว่า จะช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนเศรษฐกิจ พยุงเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า ได้นายกรณ์ จาติกวณิช กล่าวถึงร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี2563ยังไม่ประกาศใช้ว่า รัฐบาลทำอะไรต้องมีงบ คงต้องประเมินและผลักดันงบประมาณออกโดยเร็ว ทำได้หลายช่องทาง ถ้าจำเป็นฉุกเฉินต้องออกเป็นพระราชกำหนดหนด โดยเฉพาะงบด้านการลงทุน หรือหากใช้ร่างพ.ร.บ.งบประมาณฉบับเดิมเอาเข้าสภาใหม่ หากใช้เวลาไม่แตกต่างกัน รัฐบาลคงเลือกใช้วิธีหลัง ส่วนที่ถามว่ารัฐบาลแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจถูกทางหรือไม่ ถ้าถูกทางเศรษฐกิจคงดีขึ้นและสร้างความเชื่อมั่น นโยบายที่ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ไหน สามารถวัดได้ และยังยังมาเจอไวรัสโคโรน่า กำลังซื้อภายในประเทษลดลง ดังนั้นรัฐต้องกระจายงบประมาณและกระจายโอกาส โครงสร้างการเกษตรต้องปรับทั้งหมด ทำอย่างไรให้เกษตรกรอยู่ได้ ไม่ใช่คนทำอยู่ไม่ได้

ข่าวล่าสุด