กรณีพบรายงานค้างคาวสายพันธุ์มงกุฎเทาแดง ในประเทศจีน ที่พบว่าอาจเป็นต้นตอในการแพร่เชื้อโรคไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 ทำให้เกิดความตื่นตระหนกว่าค้างคาวสายพันธุ์ต่างๆในไทยจะเป็นตัวแพร่เชื้อหรือไม่

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

เมื่อวันที่ 30 ม.ค. 63 รศ.ดร.ประทีป ด้วงแค อาจารย์ภาควิชาชีววิทยาป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) กล่าวว่า จากการศึกษาค้างคาวในไทยพบว่ามี 140 ชนิด และพบเชื้อไวรัสชนิดใหม่ในค้างค้าวไทยกว่า 400 ชนิด แต่ยังไม่มีรายงานการแพร่เชื้อสู่คน รวมทั้งยังไม่เจอเชื้อไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ ในค้างคาวไทย

นักวิจัย กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมานักวิชาการมีการตรวจหาเชื้อโรคอุบัติใหม่จากค้างคาวทุกๆ ปี นับตั้งแต่การมีรายงานว่าค้างคาวสามารถแพร่โรคอุบัติใหม่ได้ เช่น โรคซาร์ส จากค้างคาว ไปสู่อีเห็น-ชะมด และคน ค้างคาวแม่ไก่ ที่มีเชื้อนิปาห์ มีการติดต่อโดยตรงจากค้างค้าวสู่คนในประเทศบังคลาเทศ หรือติดจากค้างคาว สู่หมู่ -สู่คน ที่มาเลเซีย รวมทั้งโรคอีโบลา ที่มาจากเชื้อไวรัสในค้างคาวบัวที่แอฟริกา ซึ่งกรณีโรคอีโบลา เจาะหาเชื้อมาแล้วกว่า 1 ปี และผลการศึกษาไม่พบเชื้ออีโบลาในค้างคาวบัวในไทยนักวิชาการ ระบุว่า แต่เพื่อให้เกิดความมั่นใจ และวางแผนรับมือไวรัสโคโรนาจากสัตว์สู่คน ทีมนักวิจัยไทยที่ศึกษาไวรัส และโรคอุบัติใหม่ในค้างคาวทั้งจากมก.และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เตรียมลงพื้นที่เจาะเลือด และเก็บสารคัดหลั่งในค้างคาวสายพันธุ์มงกุฎ ซึ่งกระจายตัวและอาศัยอยู่ในถ้ำทั่วประเทศ เพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา คาดว่าจะเริ่มภายใน 1-2 เดือนนี้

"เวลานี้ในข้อมูลที่มีอยู่ ยังยืนยันไม่เจอไวรัสโคโรนาในไทย แต่หากไปสุ่มตรวจ แล้วเกิดเจอเชื้อขึ้นมา เช่น จากตัวอย่าง 100 ตัว เกิดเจอเชื้อ 1% กระบวนการควบคุมนโยบาย และมาตรการของไทยก็ต้องเปลี่ยนแล้ว"

นักวิชาการ กล่าวอีกว่า ถ้าให้ประเมินการแพร่เชื้อโรคจากค้างคาว มาสู่คน โอกาสน้อยมาก ไม่น่าห่วง แต่ควรจะโฟกัสที่คน ที่ป่วย และเป็นตัวกลางในการแพร่เชื้อจากคนสู่คนมากกว่า เป็นการจัดการแพทย์จากคนสู่คน ซึ่งค้างคาวกับคนไทยอยู่ด้วยกันมานานแล้ว ตามบ้าน เพดาน ตามวัด อยู่ใกล้กับคนมานานแล้ว และทางคณะแพทย์ จุฬาฯเคยมีการตรวจคนที่มีความเสี่ยง ไม่พบเชื้อจากค้างคาวมาสู่คน แต่ไม่ใช่ว่าจะไปจับค้างคาวมาเล่นได้ ประมาทไม่ได้อย่าทำให้เสี่ยง ไปจับค้างคาวมากิน