นายจตุพรกล่าวว่าศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยต่อว่าปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่าการกระทำของผู้ถูกร้องมีผลให้การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเงินกู้ 2 ล้านล้านบาทตราขึ้น โดยไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยศาลเห็นว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานของการเป็นสส ซึ่งถือได้ว่า เป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย ต้องปฏิบัติหน้าที่โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมายหรือการครอบงำใดๆ และต้องปฏิบัติด้วย ความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนร่วมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 122 ขัดต่อหลักความสื่อสัตย์สุจริตที่ส.ส.ได้ ปฏิญาณตนไว้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 123 และขัดต่อหลักการออกเสียงการลงคะแนนตามมาตรา 126 วรรค 3 ที่ให้สมาชิกคนหนึ่งมีเพียง 1 เสียง ในการออกเสียงลงคะแนน
โดยศาลสรุปสุดท้ายว่า มีผลทำให้การออกเสียงลงคะแนนส.ส.ในการประชุมพิจารณา ร่างกฎหมายดังกล่าวนั้นเป็นการออกเสียงลงคะแนนโดยไม่สุจริต ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของผู้แทนปวงชนชาวไทย /เมื่อกระบวนการออกเสียงลงคะแนนในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเงินกู้ 2 ล้านล้านบาทไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญจึงถือว่ามติของสภาผู้แทนราษฎรในกระบวนการตราร่าง พระราชบัญญัติเงินกู้ดังกล่าว เป็นมติที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ อันมีผลให้ร่างพระราชบัญญัติเงินกู้ดังกล่าวตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาเสร็จแล้ว ในชั้นไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือ ป.ป.ช.เมื่อช่วงปลายปี 2559 มีมติชี้มูลความผิดผู้ถูกร้องในกรณีนี้ ในข้อหาเสียบบัตรแสดงตนในเครื่องคนอื่นหรือดึงออกมาเสียบใหม่จึงเข้าข่ายมีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และพระราชบัญญัติป.ป.ช. มาตรา 123 และมาตรา 123 ทับ 1 รวมถึงจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และทำให้ผู้อื่นเชื่อว่า มีตำแหน่งที่นั้นๆทั้งที่ไม่ได้มีตำแหน่งเช่นที่ว่า แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบทำให้การลงคะแนนถูกบิดเบือน และหลังจากนั้นได้ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดเพื่อส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งขณะนี้คดีอยู่ในชั้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง