ผอ.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ผอ.ทสจ.) ปัตตานี อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ระหว่างปีื 2551-2557 กับลูกน้อง 3 คน ตกเป็นผู้ต้องหาคดีเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยวทำร้าย และร่วมกันฆ่าอำพรางศพ นายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ อายุ 31 ปี นักเคลื่อนไหวชาวกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย จ.เพชรบุรี ที่หายตัวไปตั้งแต่ปี 2557 ว่า
จากที่ได้ ประสานไปยัง "นายฐาปนา ใจกลม" อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ ตรวจสอบข้อมูลการสั่งคดีทราบว่า อัยการที่รับผิดชอบสำนวนคดีนี้ ในรูปแบบคณะทำงานของอัยการ ได้พิจารณาพยานหลักฐานจากสำนวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แล้วในสำนวนยังไม่ปรากฏพยานหลักฐาน ใดๆว่านายชัยวัฒน์ กับลูกน้องได้ฆ่านายบิลลี่ ที่ไหน โดยวิธีการอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังไม่ปรากฏหลักฐานใดๆ ด้วยเช่นกันว่านายบิลลี่ได้เสียชีวิตแล้ว ซึ่งระหว่างที่อ้างว่านายบิลลี่ ถูกกลุ่มของนายชัยวัฒน์ควบคุมตัวนั้นฝ่ายภรรยาของนายบิลลี่ก็ได้ไปยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี ขอให้ศาลมีคำสั่งให้นายชัยวัฒน์ปล่อยตัวนายบิลลี่ที่อ้างว่าถูกจับกุมเรื่องเก็บน้ำผึ้งป่า
โดยการยื่นคำร้องครั้งนั้นผลเป็นที่สุดตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแล้วที่ให้ยกคำร้องเนื่องจากมีพยานเห็นว่านายบิลลี่ได้ออกมาแล้ว สำหรับพยานหลักฐานที่อ้างเป็นกระดูกของนายบิลลี่ ซึ่งมีการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้ว DNA ตรงกันกับนายบิลลี่นั้น ก็เป็นการตรวจสารพันธุกรรมพิสูจน์บุคคล แต่เมื่อในสำนวนยังไม่ปรากฏหลักฐานใดๆ ที่เพียงพอว่านายบิลลี่ เสียชีวิตแล้วหรือไม่ อย่างไร คณะทำงานอัยการจึงมีคำสั่งไม่ฟ้องนายชัยวัฒน์และลูกน้องในข้อหาร่วมกันฆ่าฯ โดยมีความเห็นสั่งฟ้องเพียงข้อหาเดียวฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 จากกรณีที่นายชัยวัฒน์เมื่อจับกุมนายบิลลี่ที่อ้างว่าเก็บน้ำผึ้งป่าแล้วไม่ดำเนินคดี โดยในส่วนของกลุ่มลูกน้องนายชัยวัฒน์ก็ให้สั่งฟ้องในข้อหา เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ ซึ่งข้อหานี้กฎหมายกำหนดอัตราโทษไว้จำคุกตั้งแต่ 1- 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 - 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นายประยุทธ รองโฆษกอัยการฯ กล่าวอีกว่า สำหรับ ขั้นตอนจากนี้ อัยการก็ได้ส่งสำนวนกลับไปให้ดีเอสไอ พร้อมแจ้งความเห็นสั่งฟ้องและสั่งไม่ฟ้อง เพื่อให้อธิบดีดีเอสไอ พิจารณาว่าจะเห็นแย้งความเห็นของคณะทำงานอัยการนี้หรือไม่ อย่างไร ซึ่งหากดีเอสไอยืนยันให้ฟ้องทุกข้อหาตามที่แจ้งในสำนวน ก็ต้องให้อัยการสูงสุดเป็นผู้พิจารณาชี้ขาดตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป อย่างไรก็ดี สำหรับคดีนี้ในรายละเอียด ตนได้เตรียมแถลงข่าวในวันจันทร์ที่ 27 ม.ค.นี้ ณ อาคารสำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก ในเวลา 10.00 น. ด้าน "นายพรชัย พฤกษ์พิชัยเลิศ" ทนายความของนายชัยวัฒน์ ให้สัมภาษณ์ถึงการสั่งคดีของอัยการว่า ในส่วนของกลุ่มนายชัยวัฒน์ ยังไม่ได้รับแจ้งผลคำสั่งคดีจากพนักงานอัยการ โดยที่ผ่านมาทราบเพียงว่าจะนัดสั่งคดีในวันที่ 3 ก.พ.นี้ ซึ่งครบกำหนดฝากขังครั้งสุดท้าย โดยในวันที่ 3 ก.พ.นายชัยวัฒน์ ก็จะไปรายงานตัวที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางตามขั้นตอนการฝากขัง ซึ่งหากอัยการสั่งฟ้องก็เข้าใจว่าจะยื่นฟ้องกลุ่มนายชัยวัฒน์ในวันดังกล่าว