นางสาวสารี อ๋องสมหวังเลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ระบุในการแถลงข่าว 'ต่อสัมปทานทางด่วน ใครได้ ใครเสีย ใครโง่'ว่าการต่ออายุสัมปทานทางด่วนให้ บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ หรือ BEM ออกไป 15 ปี 8 เดือน และไม่มีการก่อสร้างทางด่วนชั้นที่ 2 หรือ Double Deck ตามแนวทางหาข้อยุติระหว่างการทางพิเศษแห่งประเทศไทยหรือ กทพ. และ BEM เพื่อแลกกับข้อพิพาท17 คดีทั้งๆที่มีคดีสิ้นสุดเพียงคดีเดียว คือการสร้างทางแข่งขันทางด่วนบางปะอิน-ปากเกร็ด ที่ศาลตัดสินให้กทพ.จ่ายเงินชดเชย 4,318 ล้านบาทนั้นจะสร้างมูลค่าความเสียหายให้กับรัฐมากกว่า 2 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ ยังส่งผลให้ผู้บริโภคจะเสียประโยชน์มากมายจากการต่ออายุสัมปทานทางด่วนในครั้งนี้เนื่องจากผู้บริโภคจะต้องจ่ายค่าทาวด่วนแพงขึ้น 10 บาทในทุก 10 ปี จนถึงปี 2578 ทั้งๆที่ข้อเท็จจริงทางด่วนขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 ของ BEM จะหมดสัญญาลงในวันที่ 29 ก.พ. 2563 ทำให้ BEM ต้องส่งทรัพย์สินคืนให้กับกทพ. เหลือค่าใช้จ่ายสำคัญเฉพาะค่าบำรุงรักษาทางด่วนและค่าบริหารจัดเก็บค่าผ่านทางเท่านั้น
อย่างไรก็ตามมองว่าการต่อสัมปทานใหม่ควรต่อด้วยวาระปกติไม่ควรผูกกับการฟ้องคดี หรือผนวกรวมกับการลงทุนโครงการทางด่วนอื่นๆที่เกี่ยวข้องเพราะจะทำให้รัฐเสียหาย มีอำนาจต่อรองน้อยลง รวมถึงควรมีเป้าหมายทำให้ค่าผ่านทางด่วนถูกลงหรือทำให้รัฐได้รับเงินมากขึ้นจากการดำเนินครั้งนี้
นางสาวสารี กล่าวว่า ทางออกเรื่องนี้จะต้องมียุติการต่อสัมปทานแบบแบ่งผลประโยชน์ระหว่างกันทันทีเพราะเห็นว่าการทำสัญญาควรตอบแทนตามการลงทุนจริงเท่านั้นไม่ใช่เป็นการนำคดีที่ยังไม่ตัดสินมาแลกกับการต่อสัมปทานหรือหากต้องการให้เอกชนดำเนินการก็ควรเป็นการว่าจ้างให้มาทำไม่ใช่การให้สัมปานเพื่อแลกกับการยุติคดี
ด้านนางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภากล่าวว่า การต่อสัมปทานทาวด่วนครั้งนี้ น่าจะมีเงื่อนงำที่ทำให้รัฐบาบเสียค่าโง่เพราะ 17 ข้อพิพาทยังไม่ได้มีการตัดสินว่ารัฐแพ้คดีเหมือนกับยกธงขาวไปก่อน และหากแพ้จริงก็มีมูลค่าเพียง 1.3 แสนบ้านบาทเท่านั้น แต่กลับนำรายได้การเก็บค่าผ่านทางหลังสัมปทานทางด่วนสิ้นสุดลงมาแลกซึ่งมีมูลค่า 2.71 แสนล้านบาทมาแลกจึงขอส่งเสียงไปยังรัฐบาลที่ทำหน้าที่บริหารประเทศแทนประชาชนจะต้องคำนึงถึงประโยชน์ประชาชนและรัฐวิสาหกิจที่เป็นของประขาชนแต่ถ้าสุดท้ายแล้วยังมีการต่อสัญญาสัมปทานทางด่วนให้เอกชนทางภาคประชาชนจะหาช่องทางฟ้องร้องรัฐบาลต่อไป
"สิ่งที่ประชาชนผู้บริโภคสงสัยมาตลอดคือเหตุใดรัฐบาลที่มีอำนาจเหนือเอกชน งบประมาณ และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายจึงมักทำสัญญาบกพร่องจนเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้เสมอมาอีกทั้งในกรณีกต่อสัมปทานทางด่วนขั้นที่ 2จะเป็นข้อพิสูจน์ว่ารัฐบาลคำนึงถึงผลได้ผลเสียต่อรายได้รัฐและผลประโยชน์ของประชาชนผู้ใช้ทางด่วนอย่างสมเหตุสมผลหรือไม่"นางสาวรสนา กล่าว