เจษฎาศศานนท์ เป็นหนึ่งในเกษตรกรสวนส้มที่ใช้ยาตระกูลแอมพิซิลลิน ฉีดเข้าลำต้น เพื่อรักษาโรคต้นโทรมและรากเน่ามาเป็นเวลานาน อาการดื้อยาที่เกิดขึ้น ทำให้ไม่แน่ใจว่าเกิดจากจากใช้ยาปฏิชีวนะที่ใช้ในสวน หรือไม่
เจษฎามีสวนส้มทั้งหมด 10 ไร่ ใช้ยาปฏิชีวนะแอมม็อกซี่จำนวน 3 กิโลกรัม การหายาชนิดนี้ไม่ยากนัก เพราะมีเซลล์ขายยามาขายถึงที่ เป็นผงกิโลกรัมละ 1,600 บาท ใช้ผสม 3 ขีดต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดเข้าต้นละลิตร
รศ.ดร.ภญ.บุษบัน ศิริธัญญาลักษณ์ คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยผลของยาปฏิชีวนะต่อการตกค้างในผลิตภัณฑ์จากส้มเขียวหวาน ลุ่มน้ำฝาง จังหวัดเชียงใหม่ โดยได้รับการสนับสนุนการวิจัยจาก สกสว.เปิดเผยผลตรวจวิเคราะห์พบว่ามียาปฏิชีวนะตกค้างในเนื้อส้ม 20 PPB หรือ ส่วนในพันล้านส่วน
เภสัชกรยืนยันว่า ระดับการปนเปื้อนที่ต่ำกว่ามาตรฐาน ไม่ส่งผลต่อสุขภาพผู้บริโภค แต่สิ่งที่มีความเป็นห่วงมากกว่า คือสวนส้มที่ใช้ยาปฏิชีวนะมาเป็นเวลานาน พบแบคทีเรียที่ดื้อยาปฏิชีวนะสูง ทำให้สภาพแวดล้อมในดินเปลี่ยนไป แบคทีเรียที่ดื้อยาอาจตกค้างในดินและน้ำรอบแปลงส้มเขียวหวาน และยีนดื้อยาอาจจะปนเปื้อนเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อาหาร กระทั่งเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ที่อาศัยในบริเวณโดยรอบ ซึ่งชาวสวนส้มเป็นกลุ่มเสี่ยงมากที่สุด
ผลกระทบจาก โรคต้นโทรม ทำให้เกษตรกรตัดต้นส้มทิ้ง จนพื้นที่ปลูกส้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จากพื้นที่ อ.ฝาง แม่อาย และไชยปราการ เคยมีพื้นที่ปลูกส้มกว่า 500,000 ไร่เหลือเพียงกว่า 20,000 ไร่
ศ.ดร. ชัยวัฒน์ โตอนันต์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่าสภาพดินของต้นส้มที่ได้รับสารแอมพิซิลลิน มีความเป็นกรดสูง ถึงแม้ว่าจะมีต้นเขียวสด แต่รากยังเน่า นั่นหมายความว่ายาปฏิชีวนะไม่ได้ช่วยรักษาโรคพืชได้
ล่าสุด คณะเกษตร และเภสัชฯ มช. กำลังวิจัยและพัฒนาสารจุลินทรีย์ธรรมชาติขึ้นมา เพื่อทดแทนการใช้ยาแอมพลิซิลิน จึงเริ่มเดินหน้าหาสูตรยาแบบคอกเทล 3-4 ชนิดมาอยู่ในตำรับเดียวให้กับเกษตรกรนำไปใช้ ครอบคุมทุกโรค