เนชั่นทีวี

ข่าว

วิกฤติค่าเงินบาทฉุดส่งออก 63 เสี่ยงติดลบ 5%

07 ม.ค. 2563 | tananya_nak

วิกฤติค่าเงินบาทฉุดส่งออก 63 เสี่ยงติดลบ 5%

นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒนพงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) แถลงข่าวร่วมกับคุณจินตนา ศิริสันธนะ เลขาธิการ ดร. ชัยชาญ เจริญสุข กรรมการ และนายคงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการบริหาร ณ ห้องประชุม 1 สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ชั้น 32 อาคารลุมพินีทาวเวอร์ เมื่อวันอังคารที่ 7 มกราคม 2562 เวลา 10.30-12.00 น.

การส่งออกเดือนพฤศจิกายน 2562 มีมูลค่า 19,657 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หดตัว -7.4% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) การส่งออกในรูปเงินบาทเท่ากับ 589,983 ล้านบาท หดตัว -14.2% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน (YoY) ในขณะที่ การนำเข้าในเดือนพฤศจิกายน 2562 มีมูลค่า 19,108 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หดตัว -13.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน (YoY) และการนำเข้าในรูปของเงินบาทมีมูลค่า 582,029 ล้านบาท หดตัว -20.0% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน (YoY) ส่งผลให้ เดือนพฤศจิกายน 2562 ประเทศไทยเกินดุลการค้า 549 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ 7,955 ล้านบาท (การส่งออกเมื่อหักทองคำและน้ำมันเดือน พ.ย. หดตัวร้อยละ -4.6) ภาพรวมช่วงเดือนม.ค.- พ.ย. 2562 ไทยส่งออกรวมมูลค่า 227,090 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หดตัว -2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) คิดเป็นมูลค่าการส่งออกในรูปเงินบาทที่ 7,054,237 ล้านบาท หดตัว -5.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 218,081 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หดตัว -5.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) หรือคิดเป็นมูลค่า 6,873,512  ล้านบาท หดตัว -7.9% ส่งผลให้ช่วงเดือนม.ค. - พ.ย. 2562 ประเทศไทยเกินดุลการค้า 9,009 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ 180,725 ล้านบาท (เมื่อหักทองคำและน้ำมันเดือน ม.ค.- พ.ย. หดตัวถึงร้อยละ -2.6)ทั้งนี้ สรท.คงคาดการณ์การส่งออกไทยในปี 2562 หดตัว -3% ถึง -2.5% บนสมมติฐานค่าเงินบาท ปี 62 อยู่ที่ 33 (0.5) บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดการณ์การส่งออกปี 63 เติบโต 0-1% บนสมมติฐานค่าเงินบาท 30.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ (อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 6 มกราคม 2563 = 30.17 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ เคลื่อนไหวในกรอบ 30.12 30.35 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ) และหากค่าเงินบาทในปี 63 แข็งค่ากว่าที่ สรท. ตั้งสมมติฐานไว้การส่งออกอาจเสี่ยงติดลบถึงร้อยละ 5 โดยมีปัจจัยบวกสำคัญ 1) การบรรลุความตกลงการค้า Phase 1 ระหว่างสหรัฐและจีน โดยสหรัฐระงับการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีน มูลค่า  156,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในวันที่ 15 ธ.ค. และการลดภาษีของสหรัฐจากสินค้าจีนร้อยละ 7.5 อีกทั้งจีนมีกำหนดซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐที่มูลค่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ความตกลงดังกล่าวคาดการณ์ว่าจะมีการลงนามวันที่ 15 มกราคม 2563 ณ กรุงปักกิ่ง ขณะที่จีนก็มีการลดภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐ กว่า 850 รายการ โดยมีผลบังคับวันที่ 1 มกราคม 2563 นี้ ส่งผลให้บรรยากาศการค้าดีขึ้นเล็กน้อยแต่ยังคงต้องจับตาจนกว่าจะมีผลบังคับใช้จริง ประกอบกับการอาจมีการเริ่มเจรจาความตกลงเฟส 2 ต่อเนื่องทันที2) สถานการณ์ Brexit ชัดเจนมากขึ้นหลังจากผลการเลือกตั้งของสหราชอาณาจักรซึ่งพรรคอนุรักษ์นิยมของ นายบอริส จอห์นสัน ได้รับการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง สอดคล้องกับจุดยืนในการเร่งเสนอ Withdrawal Agreement Bill ให้ได้การยอมรับจากสภาอังกฤษทันกำหนดการวันที่ 31 มกราคม 2563 และคาดว่าจะไม่ขยายระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน (Transition period) เพื่อให้กระบวนการออกจากสหภาพยุโรปเสรร็จสมบูรณ์ภายในปี 2563 และไทยอาจต้องมีความตกลงทวิภาคีกับสหราชอาณาจักรโดยเร็ว ขณะที่ ปัจจัยเสี่ยงที่อาจเป็นอุปสรรคสำคัญ 1) ค่าเงินบาทที่ยังคงแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง จากแรงกดดันของเงินทุนไหลเข้า จากต่างประเทศเพื่อจากการก่อสร้างในโครงสร้างพื้นฐาน ประกอบการลงทุนในตลาดทุนและพันธบัตร เนื่องจากความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกปรับลดลง ส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายมีแนวโน้มไหลกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย ประกอบกับมั่นคงในดุลการชำระเงินที่ของประเทศไทย 2) แม้ผลของค่าเงินบาทอาจทำให้ต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตราคาถูกลง แต่ผู้ประกอบการไม่สามารถขายสินค้าได้ เนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวส่งผลอุปสงค์การบริโภคที่อ่อนแอลงอย่างต่อเนื่อง 3) กฎหมายและมาตรการภาครัฐ ที่กำหนดเพิ่มเติมในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว เป็นการลดทอนความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออกให้ถดถอยมากขึ้น อาทิ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ, การแบนสารเคมีเกษตร 3 ชนิด, การเรียกเก็บภาษีความหวาน/เค็ม, ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง, ภาษีการโอนเงินระหว่างบัญชี เป็นต้น 4) ปัญหาภัยแล้งจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศซึ่งอาจส่งผลกระทบไปถึงช่วงเดือนพ.ค. โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ  ซึ่งอาจกระทบต่อปริมาณผลผลิตทางการเกษตรในช่วงต้นฤดูกาลผลิต อาทิเช่น ข้าว อ้อย และเริ่มกระทบต่อผู้ประกอบการที่ต้องใช้วัตถุดิบมาผลิตเพื่อส่งออก และ 5) ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 3 จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่สหรัฐสังหารนายพลระดับสูงของอิหร่าน ซึ่งเพิ่มความกังวลผลกระทบต่อปริมาณการผลิตน้ำมันในภูมิภาคตะวันออกกลางอีกทั้งปริมาณน้ำมันดิบสำรองจากสหรัฐมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องด้วยสรท. มีข้อเสนอแนะที่สำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า ดังนี้ 1) อำนวยความสะดวกการใช้บัญชี FCD สำหรับการชำระค่าสินค้าและบริการภายในประเทศ อาทิ 1.1) ขอให้ ธปท. สนับสนุนปรับปรับปรุงกฎระเบียบที่เอื้อต่อการโอนเงินให้มีความคล่องตัวมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการภายในประเทศในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนการค้าระหว่างประเทศและมีการดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับกิจกรรมการค้าระหว่างประเทศ สามารถชำระค่าสินค้าและบริการในสกุลเงินต่างประเทศผ่านบัญชี FCD ในรูปแบบธุรกิจกับธุรกิจได้ 1.2) ผลักดันให้ ธปท. พิจารณาจัดตั้งสำนักหักบัญชีในประเทศไทย (Clearing house) เพื่อลดระยะเวลาดำเนินงานซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการสามารถรับทราบสถานะการชำระเงินผ่านบัญชี FCD ได้อย่างรวดเร็ว       2) บริหารจัดการค่าธรรมเนียมทางการเงิน 2.1) ขอให้ ธปท. เข้าควบคุมส่วนต่างค่าธรรมเนียมการโอนเงินผ่านบัญชี FCD ของธนาคารพาณิชย์ (ปัจจุบันมีอัตราส่วนค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 1 ส่วน 4 หรือร้อยละ 0.25 ต่อของมูลค่าสินค้า ส่วนหนึ่งจากการที่ไทยยังไม่มีสำนัก Clearing house. 2.2) พิจารณาค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมธนาคารพาณิชย์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม อาทิ 1) อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สำหรับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม 2) ค่าธรรมเนียมการทำประกันความเสี่ยงค่าเงิน Forward/Option เพื่อไม่เป็นการซ้ำเติมผู้ประกอบการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งอยู่ก่อนแล้ว

ข่าวล่าสุด