เนชั่นทีวี

ข่าว

อาวุธที่อิหร่านคิดว่าสหรัฐฯ จะใช้โจมตี

06 ม.ค. 2563 | jirun_wic

อาวุธที่อิหร่านคิดว่าสหรัฐฯ จะใช้โจมตี

สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน ส่งผลให้โลกไม่อาจละสายตาไปจากตะวันออกกลาง ในขณะที่อิหร่านเองก็รู้ตัวว่า นอกจากนิวเคลียร์แล้ว ขีดความสามารถของอาวุธยุทโธปกรณ์ยังห่างชั้นจากสหรัฐฯ ดังนั้น ถ้าสหรัฐฯจะโจมตีอิหร่าน เป้าหมายอันดับ 1 น่าจะเป็นโรงงานนิวเคลียร์ เรามาดูอาวุธ 5 ชนิดของสหรัฐฯ ที่อิหร่านเชื่อว่า สหรัฐฯต้องใช้แน่นอนถ้าเกิดสงครามขึ้น

ตอนที่สงครามอิรัก-อิหร่าน กำลังเข้มข้นเมื่อปี 2527 ทั้งสองประเทศต่างพุ่งเป้าไปที่เรือบรรทุกน้ำมันของอีกฝ่าย เพื่อความได้เปรียบทางทหาร รายงานของ Global Securityระบุว่า ปี 2527 ปีเดียว มีเรือสินค้าถูกโจมตีไป 71 ลำ เทียบกับ 3 ปีแรก ของสงคราม มีเรือถูกโจมตี 48 ลำ ทำให้มหาอำนาจของโลกอย่างสหรัฐฯ ต้องส่งเรือไปอารักขาเรือน้ำมันและเรือสินค้าในอ่าวเปอร์เซียและปะทะกับอิหร่านหลายครั้ง จนถูกอิหร่านหมายหัวเป็นศัตรูหมายเลข 1 และพยายามพัฒนาขีดความสามารถทางทหารที่ไม่สมมาตรเพื่อชดเชยความเหนือกว่าของสหรัฐฯ ที่ไม่อาจเอาชนะได้ โดยเชื่อว่า มีอาวุธอยู่ 5 ชนิดที่อิหร่านคิดว่าจะถูกสหรัฐฯ นำมาใช้เล่นงาน 
F-22 Raptor: ตอนที่เครื่องบินอิหร่านโจมตีโดรนสอดแนมของสหรัฐฯ เหนือน่านฟ้าของตัวเอง เมื่อปี 2556 สหรัฐฯ ได้ตอบโต้ด้วยการส่ง "สินทรัพย์ทางอากาศที่มีมูลค่าสูง"อย่าง  F22 Raptor เข้าคุ้มกัน ขณะที่เครื่องบินรบ F-4 Phantom ของอิหร่านที่สหรัฐฯผลิต เทียบไม่ได้เลยกับเครื่องบินรบรุ่นที่ 5 ของสหรัฐฯ และนักบิน F-22 ก็มักจะบินเข้ามา "แหย่" นักบินอิหร่านอยู่บ่อยครั้ง และยังเคยบินเข้าไปใต้ท้องเครื่องบินอิหร่านเพื่อตรวจสอบอาวุธ โดยที่นักบินอิหร่านไม่รู้ด้วยซ้ำ // F-22 เป็นเครื่องบินรบที่นั่งเดี่ยว และมีสองเครื่องยนต์ ที่มีศักยภาพหลากหลาย ทั้งในการโจมตีเป้าหมายภาคพื้นดิน ทำสงครามอิเลคทรอนิคส์ และเก็บข้อมูลข่าวกรอง ซึ่งในช่วงแห่งความตึงเครียดนี้สหรัฐฯได้เพิ่มประจำการ F-22 ตามฐานทัพในอ่าวเปอร์เซีย

B-2 Stealth Bomber: เป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดที่เรดาร์ตรวจจับไม่ได้ สำหรับสหรัฐฯ ไม่มีภัยคุกคามใดจากอิหร่านที่อันตรายไปกว่าโครงการนิวเคลียร์ ด้วยเหตุนี้ ทำให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทุกคนก่อนหน้านี้ ต่างพูดว่า "เมื่อพูดถึงโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ทุกทางเลือกยังอยู่บนโต๊ะ" // ถ้าสหรัฐฯเลือกใช้ปฏิบัติการทางทหารโจมตีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน เครื่องบินทิ้งระเบิด B-2 stealth น่าจะเป็นตัวเลือกหลักที่ถูกใช้งาน // สภาพทางภูมิศาสตร์ของอิหร่านถือเป็นหนึ่งในเกราะป้องกันที่ดีที่สุด โดยมีขนาดใหญ่กว่าอิรักถึง 3 เท่า พอๆ กับพื้นที่ยุโรปตะวันตกทั้งหมด โรงงานนิวเคลียร์ส่วนใหญ่และค่ายทหารที่สำคัญ ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในประเทศ บางแห่งอยู่ใกล้เมืองสำคัญ เช่น โรงงานเพิ่มสมรรถนะนิวเคลียร์ฟอร์โดว์ อยู่ใกล้จังหวัดโกม ซึ่งเป็นที่ตั้งมัสยิดศักดิ์สิทธิ์ "จัมมาราน" // นอร์ทธร็อป กรุมแมน ผู้ผลิต B-2 บอกว่า มันเป็นองค์ประกอบสำคัญของอาวุธโจมตีระยะไกลและเป็นหนึ่งในเครื่องบินที่เอาตัวรอดมากที่สุดในโลก ทั้งยังสามารถเจาะพื้นที่ที่ได้รับการป้องกันอย่างแน่นหนา มีระบบป้องกันทางอากาศที่ซับซ้อน ด้วยความสามารถในการบินระยะ 6 พันไมล์ทะเล ด้วย
องค์ประกอบสำคัญของคลังแสงโจมตีระยะไกลของประเทศและเป็นหนึ่งในเครื่องบินที่รอดชีวิตมากที่สุดในโลก" ไม่เพียง แต่สามารถเจาะพื้นที่ที่ได้รับการปกป้องอย่างแน่นหนา และมีระบบป้องกันทางอากาศที่ซับซ้อน มันสามารถบินในระยะทาง 6,000 ไมล์ทะเลโดยไม่ต้องเติมเชื้อเพลิง หรือบินได้ 10,000 ไมล์ทะเล โดยการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศแค่ครั้งเดียว แต่ละลำสามารถบรรทุกระเบิดตามรูปแบบและระเบิดนิวเคลียร์ได้มากกว่า 20 ตัน และโจมตีได้แม่นยำในทุกสภาพอากาศ

GBU-57A/B Massive Ordnance Penetrator: หรือ MOP ถ้าสหรัฐฯตัดสินใจโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน เป้าหมายสำคัญก็น่าจะเป็นที่ฟอร์โดว์ ที่ซ่อนตัวอยู่ลึกเข้าไปในภูเขา เพราะมันเป็นระเบิดที่ถูกเรียกว่า "bunker-buster" ผลิตโดยโบอิ้ง สามารถทำลายเป้าหมายที่อยู่ลึกลงไปใต้ดินหรือในภูเขา บรรทุกวัตถุระเบิดหนักกว่า 2,400 ก.ก. สามารถเจาะคอนกรีตหนา 60 เมตร ทะลุลงไปใต้ดินลึก 200 ฟุ  มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 31.5 นิ้ว ยาว 20.5 ฟุต เปลือกนอกหนา 3.05 นิ้ว และใหญ่กว่าระเบิดที่ว่าใหญ่ที่สุดของทั้งสหรัฐฯและอิสราเอลถึง 6 เท่า ปัจจุบันมีเพียง B-2 ที่ใช้ระเบิดรุ่นนี้ได้ 
Amphibious Combat Vehicle: ยานรบสะเทินน้ำสะเทินบก หรือ ACV ถ้าอิหร่านต้องรบกับสหรัฐฯจริงๆ ก็อาจต้องพึ่งพาสภาพภูมิประเทศเพื่อให้ได้เปรียบ เช่น ชายฝั่งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ อ่าว เวิ้งและหมู่เกาะ สามารถปกปิดระบบอาวุธที่อยู่ในพิสัยใกล้กับเรือรบสหรัฐฯในอ่าวเปอร์เซียได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าอิหร่านพยายามปิดช่องแคบฮอร์มุซ และสหรัฐฯจำเป็นต้องยึดพื้นที่ชายฝั่งบางแห่งของอิหร่าน รวมทั้ง 3 เกาะในอ่าวเปอร์เซีย ก็จะต้องพึ่ง ACV ที่เป็นยานเกราะล้อยาง สะเทินน้ำสะเทินบกแบบ 8x8 ที่สามารถใช้ในทะเลเปิดได้ และให้กำลังมากกว่ายานเกราะสะเทินน้ำสะเทินบกที่ใช้ในปัจจุบันอย่าง AAV-7 สามารถเคลื่อนในน้ำด้วยความเร็วสูงสุด 22 กม./ชม. มีความสามารถในการเอาตัวรอดและการป้องกันการถูกโจมตีต่างๆ และมีแผนติดตั้งนระบบอาวุธเป็นป้อมปืนอัตโนมัติพร้อมด้วยระบบรักษาสมดุล โดยติดตั้งปืนกลขนาด 12.7 มม.และเครื่องยิงระเบิดอัตโนมัติขนาด 40 มม. ทนระเบิดแสวงเครื่อง หรือ IED
Lasers: ระบบเลเซอร์คือพัฒนาการที่ไม่หยุดยั้งของกองทัพสหรัฐฯ จากการทดสอบระบบเลเซอร์ของกองทัพเรือเมื่อไม่นานมานี้ พบว่าได้ผลเหนือความคาดหมายและยิ่งมีประสิทธิภาพในการติดตามและทำลายแม้แต่เป้าหมายที่ทำลายยาก และแม้อิหร่านจะหันไปพัฒนาอากาศยานไร้คนขับ หรือ UAVs เพื่อหวังจะรบกวนระบบของกองทัพสหรัฐฯ ด้วยยุทธวิธีใช้ "สินทรัพย์ราคาถูก" ป่วน "สินทรัพย์ราคาแพง" แต่อิหร่านไม่รู้ว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า สหรัฐฯมีระบบเลเซอร์ที่ไม่สนการรบกวนใดๆ ที่สามารถทำลายสปีดโบ๊ทหรือโดรนขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังถูกกว่าโดรนของอิหร่าน เพราะการยิงแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายแค่ 1 ดอลลาร์ หรือแค่ 1 ใน 100 ของมูลค่าขีปนาวุธที่มีอยู่ ทั้งยังติดตั้งที่ไหนก็ได้และไม่มีวันหมดอีกด้วย มันถูกทดสอบบนเรือ USS Ponce ในอ่าวเปอร์เซีย แต่มีข้อจำกัดเล็กน้อยด้านสภาพอากาศ ที่กองทัพเรือกำลังปรับปรุง และถ้ามันมีขีดความสามารถแบบไร้ที่ติเมื่อใด อิหร่านก็เตรียมนับถอยหลังได้เลย.......

ข่าวล่าสุด