กราบเรียนพี่น้องประชาชนที่เคารพรักทุกท่าน
กระผม ร้อยตำรวจเอก ดร.เฉลิม อยู่บำรุง ได้ห่างหายจากพี่น้องไปนานพอสมควร เพราะไม่ได้เป็นผู้แทนราษฎรจึงเข้าไปแสดงบทบาทในสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ คงเฝ้ามองและติดตามการเมืองอย่างใกล้ชิด มาวันนี้ผมมีความดีใจที่ผมได้เป็นคนอภิปรายคดีบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส นำเข้าบุหรี่หลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรและสำแดงเท็จซึ่งมีฐานที่ตั้งอยู่ที่ประเทศฟิลิปปินส์ แต่เป็นบริษัทของประเทศอเมริกา
ซึ่งผมเป็นคนอภิปรายจนกระทั่งมีการฟ้องร้องกันมายาวนานบัดนี้ศาลชั้นต้นได้ตัดสินปรับบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส เป็นจำนวนเงิน 1,200 ล้านบาท จากฐานเดิม 25,000 ล้านบาท แต่เนื่องจากรัฐบาลชุดนี้ได้ใช้มาตรการช่วยเหลือบริษัท ฟิลลิปมอร์ริส โดยนำร่างพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ไปแก้ไขในคณะสมาชิกนิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ทั้งๆที่รู้ว่าเมื่อแก้ไขกฎหมายแล้วภาษีจะถูกลด บริษัท ฟิลลิปมอร์ริสจะได้ประโยชน์ ซึ่งผมมีข้อเท็จจริงโดยย่อที่จะกราบเรียนท่านดังต่อไปนี้
กรณี บริษัท ฟิลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด จำกัด
บริษัทดังกล่าวนี้ นำเข้าบุหรี่แล้วสำแดงเท็จ เพราะบุหรี่ที่นำเข้ามีราคาแพง แต่สำแดงราคาถูกเจ้าหน้าที่ศุลกากรจึงมีการร้องทุกข์ดำเนินคดีกับบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส และได้มีการแต่งตั้งเป็นคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ โดยมีพนักงานอัยการ สำนักงานคดีพิเศษเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการสอบสวนด้วย ในชั้นต้นคณะกรรมการดีเอสไอและตัวแทนจากสำนักงานอัยการสูงสุด มีความเห็นควรสั่งฟ้องบริษัท ฟิลิป มอร์ริส ในความผิดฐานหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงค่าภาษีอาการ โดยสำแดงเท็จ ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27
พนักงานสอบสวนคดีพิเศษส่งเรื่องไปที่สำนักงานอัยการคดีพิเศษ ซึ่งมีอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษในฐานะตัวแทนจากสำนักงานอัยการ เข้าร่วมพิจารณาในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งเคยมีความเห็นควรสั่งฟ้องในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษก่อนแล้ว แต่กลับมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส เรื่องจึงไปที่คณะกรรมการสอบสวนคดีพิเศษเพื่อมีความเห็นแย้งตามกฏหมายอีกครั้งหนึ่ง แต่คณะกรรมการสอบสวนคดีพิเศษก็มีมติยืนยันตามความเห็นเดิมคือสั่งฟ้องบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ในข้อหาฐานความผิดเดิม และส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดชี้ขาด
ต่อมา ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง สมาชิกพรรคเพื่อไทยได้เป็นผู้อภิปรายเรื่องนี้ในสภาฯ เป็นเวลา 2 ชั่วโมง เป็นที่สนใจของนักธุรกิจและประชาชนโดยทั่วไป เนื่องจากเป็นกรณีที่ประเทศไทยได้รับความเสียหายอย่างมาก จึงมีการติดตามในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด โดยอภิปรายเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2554 ในขณะคดีอยู่ในระหว่างการชี้ขาดของอัยการสูงสุดและอัยการสูงสุดได้มีคำสั่งชี้ขาดให้ฟ้องบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส โดยให้ยื่นฟ้องต่อศาลอาญา เป็น 2 คดี
คดีแรก รวมราคาบุหรี่และค่าอากร 20,210,209,582.50 บาท
คดีที่สอง รวมราคาบุหรี่และค่าอากร 4,953,456,655.93 บาท
ต่อมามีการยึดอำนาจโดย คสช. ได้มีการเคลื่อนไหวจากฝ่ายรัฐบาลในขณะนั้นเพื่อแทรกแซงการดำเนินคดีของพนักงานอัยการ โดยมีนายวิษณุ เครืองามเป็นผู้ดำเนินการ
เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2558 ที่ทำเนียบรัฐบาลนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้เรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าไปปรึกษาหารือที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีแนวโน้มจะทำอย่างไรก็ได้ เพื่อให้บรรเทาความเสียหายให้กับบริษัท ฟิลิป มอร์ริส แต่สุดท้ายการประชุมวันนั้นก็ยุติลง เพราะมีเจ้าหน้าที่ไม่เห็นด้วยหลายคน
การกระทำในลักษณะเช่นนี้ยืนยันได้ว่า รัฐบาลแทรกแซงการทำงานของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะพนักงานอัยการซึ่งน่าจะเป็นความผิดต่อกฏหมาย ต่อมามีการปล่อยข่าวเป็นระยะๆ จากนายวิษณุ เครืองามว่า หากมีการดำเนินคดีกับบริษัท ฟิลลิป มอริส ต่อไปอาจจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับ WTO อาจเป็นเหตุให้ประเทศไทยถูกฟ้องร้องได้
แต่สุดท้ายพนักงานอัยการและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องก็ไม่ยินยอม เพราะยึดกฎหมายไทยเป็นหลัก เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการกีดกันทางการค้า เป็นเพียงกรณีบริษัท ฟิลลิป มอริส นำเข้าบุหรี่มาในประเทศไทยโดยการสำแดงเท็จ อันเป็นการหลีกเลี่ยงภาษีตามพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ. 2469 มาตรา 27
พนักงานอัยการจึงได้ยื่นฟ้องบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส ต่อศาลอาญา เป็น 2 คดี1.คดีหมายเลขดำที่ อ.185/2559 เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2559 รวมราคาบุหรี่และค่าอากร 20,210,209,582.50 บาท
2.คดีหมายเลขดำที่ อ.232/2560 เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2560 รวมราคาบุหรี่และค่าอากร 4,953,456,655.93 บาท
รวมเป็นค่าบุหรี่และค่าอากรทั้งสิ้น 25,163,666,311.43 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้จะนำมาเป็นฐานคูณด้วย 4 ตาม พรบ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ซึ่งจะเป็นเงินค่าภาษี ค่าอากร ค่าปรับ รวมจำนวน 100,654,665,245.72 บาท
ในขณะที่คดีกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลนั้น นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้มีหนังสือหารือถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับบริษัท ฟิลลิป มอร์ริส โดยผ่านนายวิษณุ เครืองามรองนายกรัฐมนตรี
ครั้งที่ 1. เมื่อ 23 กรกฎาคม 2561 โดยระบุข้อพิจารณาว่า ข้อพิพาทระหว่างไทยกับฟิลิปปินส์ที่เกี่ยวกับ WTO เกิดจากการที่กฎหมายไทยที่เกี่ยวข้อง อาทิ มาตรา 27 ของพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 ที่ใช้ถ้อยคำเปิดช่องให้ผู้บังคับใช้กฎหมายสามารถตีความไปในทางที่ไม่สอดของกับการประเมินราคาศุลกากรไทย อาจจำเป็นต้องพิจารณาทบทวนและปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การเปิดประเมินราคาศุลกากรของไทยสอดคล้องกับพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ