ตกดึกคืนนั้นเองท่านได้เกิดป่วยเป็นโรคปักขันธิกาพาธ อย่างปัจจุบันทันด่วน พระจุนทะและพระบริวารได้ช่วยกันพยาบาลอย่างใกล้ชิด ฝ่ายโยมมารดาเห็นว่าท่านอาพาธหนัก
จึงมาเฝ้าดูอาการด้วยความเป็นห่วง อยู่ที่ริมประตู
เพราะในห้องแน่นขนัดไปด้วยพระบริวาร และลูกศิษย์
ขณะนั้น เทวดาองค์สำคัญ ๆ ต่างมาเยี่ยมอาการป่วยของท่านตามลำดับ ตั้งแต่ท้าวมหาราชทั้ง ๔ รวมทั้งท้าวมหาพรหมแห่งพรหมโลก
เทวดาแต่ละองค์ ล้วนมีรัศมีเปล่งปลั่งงดงาม ต่างพากันมาเยี่ยมอาการป่วยของท่านด้วยความเป็นห่วงและด้วยความเคารพอย่างยิ่ง
นางสารีเห็นเหตุการณ์อันน่าอัศจรรย์ใจนั้นโดยตลอด
แต่ก็ไม่ทราบว่าบุคคลแต่ละกลุ่มที่มีแสงสว่างไสวนั้น
เป็นใครมาจากไหน มาปรากฏและแทรกเข้ามาในห้องได้อย่างไร
เมื่ออาการของพระเถระค่อยบรรเทาลง นางได้เข้าไปสนทนาด้วย และถามถึงบุคคลต่าง ๆ ที่มาเยี่ยม ซึ่งนางสารีไม่ทราบว่าเป็นใคร ท่านได้บอกให้โยมมารดา ได้ทราบตามลำดับจนกระทั่งถึงท้าวมหาพรหม
"อุปติสสะ" โยมมารดาเรียกชื่อเดิมของท่านด้วยความอัศจรรย์ใจ "นี่ลูกของแม่ใหญ่กว่าท้าวมหาพรหมที่แม่กราบไหว้นับถืออีกหรือ"
ทันใดนั้น โยมมารดาก็เกิดปีติอย่างใหญ่หลวง สีหน้าเอิบอิ่ม เมื่อได้ทราบว่าท้าวมหาพรหมที่ตนเคารพ ยังเสด็จมาเยี่ยมพระลูกชาย
"อุปติสสะลูกชายของเรายิ่งใหญ่ขนาดนี้ แล้วพระพุทธเจ้าผู้เป็นพระศาสดาของลูกชายเราเล่า..จะยิ่งใหญ่ขนาดไหน"
นางสารีคิดไปถึงพระพุทธเจ้า พระเถระสังเกตดูโยมมารดาตลอดเวลา เมื่อเห็นว่าจิตใจเริ่มอ่อนโยน เหมาะจะรับคำสอนทางพระพุทธศาสนาได้ จึงเริ่มแสดงธรรมโปรด โดยพรรณนาถึงพระพุทธคุณนานาประการ อาทิว่า
พระพุทธเจ้าทรงเป็นพระอรหันต์ห่างไกลจากกิเลส
ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง โยมมารดาฟังแล้วเลื่อมใสยิ่งนัก และเมื่อจบพระธรรมเทศนา นางก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล
พระเถระได้ตอบแทนพระคุณโยมมารดาด้วยการตอบแทนที่ล้ำค่า คือให้พ้นจากความเห็นผิดที่มีมานานเสียได้
ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสสรรเสริญ
ส่วนโยมมารดารู้สึกเสียดายเวลาที่ผ่านมา ที่ไม่ได้สัมผัสอมตธรรม จึงพูดกับท่านเป็นเชิงตัดพ้อว่า
"ลูกรัก ทำไมจึงเพิ่งมาให้อมตธรรมนี้แก่แม่เล่า"
หลังจากโยมมารดาได้ลากลับเข้าที่พักแล้ว จึงสั่งบริวารให้เตรียมสิ่งของมีค่าชั้นเลิศต่าง ๆ นานา เพื่อที่รุ่งเช้าจักได้ทำบุญถวายทานกับพระลูกชาย ให้สมเจตนา
พระสารีบุตรเถระเจ้า ท่านได้บอกพระจุนทะให้นิมนต์พระบริวารมาประชุมพร้อมกัน ขณะนั้นเป็นเวลาใกล้สว่าง
ท่านดูอิดโรยเต็มที แต่ก็พยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง โดยพระจุนทะคอยประคองอยู่ตลอดเวลา
"ท่านทั้งหลาย" พระเถระเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
"เรากับท่านอยู่ด้วยกันมานานถึง ๔๔ ปี หากกายกรรมและวจีกรรมอันใดไม่เป็นที่พอใจ ขอได้อภัยด้วยเถิด"
"ข้าแต่ท่านผู้เจริญ" พระสัทธิวิหาริก กล่าวตอบ
"พวกกระผมติดตามท่านมานาน ยังมองไม่เห็นกายกรรมและวจีกรรมอันใดของท่านที่ไม่เหมาะสมเลย แต่พวกกระผมสิจะต้องขอให้ท่านได้โปรดยกโทษในกายกรรมและวจีกรรมที่ไม่สมควร"
พระสารีบุตรเถระ กับพระสัทธิวิหาริก ต่างกล่าวคำขอขมากันและกันแล้ว แสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้าแล้ว เช้าวันนั้นเบญจขันธ์อันอ่อนล้าของ พระเถระก็ดับลงอย่างสนิท ท่านนิพพานเมื่อวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ในห้องที่ท่านเกิดนั่นเอง
ส่วนนางสารี รู้ว่าพระลูกชายของตนมาด่วนนิพพานจากไป ก็เกิดธรรมสังเวชยิ่งนัก ที่ปล่อยให้วันเวลาที่มีค่าล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ หาได้ขวนขวาย เพื่อฟังธรรมคำสอนอันเป็นปิยะวาจาของบุตรตนเลย
นางเสียใจคร่ำครวญ ที่ตนเองเป็นถึงมารดาของพระอัครสาวกขององค์สมเด็จพระจอมไตรแท้ๆ แต่กลับไม่มีโอกาสได้ทำบุญให้สมปรารถนา
นางสารี ผู้เป็นกัลยาณชนแล้วในบัดนี้ ได้สั่งข้าทาสบริวารนำทรัพย์สมบัติของตนมา เพื่อจัดสร้างจิตกาธานถวายเพลิงสรีระพระอัครสาวก ผู้เป็นบุตรของตน
ทั้งนี้เทวดาและมนุษย์ได้พร้อมใจกันฌาปนกิจสรีระศพของพระธรรมเสนาบดีพระสารีบุตร ผู้เป็นอัครสาวกเบื้องขวาของพระจอมมุนี อย่างสมเกียรติที่สุด
จากนั้นพระจุนทะนำผ้าขาวมาห่ออัฐิธาตุของพระสารีบุตรเถระแล้ว ก็นำไปพร้อมทั้งบาตรและจีวร เพื่อมอบให้พระอานนท์นำไปถวายพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าทรงรับอัฐิธาตุของพระสาวกแล้ว โปรดให้สร้างสถูปบรรจุไว้ที่ใกล้ประตูเชตวันมหาวิหาร เพื่อให้พุทธบริษัทได้สักการะต่อไป
" วันพระ "
วันจันทร์ที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๒
ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีกุล
วัดพระประโทณเจดีย์อ.เมือง นครปฐม