ทำความรู้จักอาลีบาบา (Alibaba)
อาณาจักรอีคอมเมิร์ซจีนที่ไม่ได้มีดีแค่อีคอมเมิร์ซ แต่อาลีบาบายังมีธุรกิจในเครือ เช่น ธุรกิจคลาวด์คอมพิวติ้ง สื่อและบันเทิง เทคโนโลยีและนวัตกรรมอื่นๆ อย่างไรก็ตามอีคอมเมิร์ซยังเป็นธุรกิจหลักในการสร้างรายได้ให้กับอาลีบาบา โดยมีทั้งโมเดลค้าปลีกและค้าส่ง ซึ่งมีทั้งในประเทศเอง และแบบข้ามพรมแดน อาทิ Alibaba, 1688, Taobao, AliExpress, Tmall, และ Lazada เป็นต้น
ไม่ใช่แค่เว็บอีคอมเมิร์ซที่อาลีบาบาพัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ยังมี เหอหม่า (Hema Stores) ซูเปอร์มาร์เก็ตไร้เงินสดที่ผสานโลกออนไลน์และออฟไลน์เข้าไว้ด้วยกัน โดยวิธีการชำระเงินจะต้องมีแอพฯของเหอหม่าก่อน เพื่อที่จะเชื่อมต่อกับ อาลีเพย์ (Alipay) อีกหนึ่งในธุรกิจของอาลีบาบา
นอกจากนั้นยังมีบริการด้านโลจิสติกส์ (Logistics) ที่อาลีบาบาเข้าไปลงทุนเพิ่มเติม นั่นก็คือ ไช่เหนี่ยว (Cainiao Network) โดยวางแผนให้เป็น Global Hub ในการขยายการค้าข้ามพรมแดนให้กว้างไกลขึ้น เบื้องต้นมีอยู่ 5 แห่ง ได้แก่ หางโจว-จีน ดูไบ-สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กัวลาลัมเปอร์-มาเลเซีย ลีเกอ-เบลเยี่ยม และมอสโก-รัสเซีย
ย้อนดูไทม์ไลน์ก่อนจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าในไทย
ก่อนหน้านี้ เมื่อเมษายน ปี 2561 ข่าวใหญ่ในแวดวงเศรษฐกิจไทยนั่นก็คือ การมาเยือนไทยของ แจ็ค หม่า เพื่อหารือเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างอาลีบาบา และรัฐบาลไทยในการลงทุนพื้นที่ EEC หรือ Eastern Economic Corridor ใจความสำคัญจะเป็นความร่วมมือในด้านต่างๆ อาทิ Smart Digital Hub เพื่อช่วยสนับสนุนสตาร์ทอัพ และ SME ไทยให้สามารถผลิตสินค้าและบริการใหม่ ขยายช่องทางการขายข้ามพรมแดนไปยังกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม) โดยอาศัยเทคโนโลยีจากอาลีบาบา ได้มีการเซ็นสัญญาความร่วมมือเพื่อให้การสนับสนุนด้านดิจิทัล โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว และการพัฒนาบุคลากร รวมถึงลงนามซื้อขายทุเรียนมูลค่า 428 ล้านดอลลาร์ หรือราวๆ 13,000 ล้านบาท ซึ่งไม่กี่วันถัดมาไฮไลท์สำคัญก็คือ อาลีบาบาช่วยเกษตรกรไทยขายทุเรียน 80,000 ลูกใน 1 นาที ด้วยการจำหน่ายทุเรียนพันธุ์หมอนทองผ่านเว็บไซต์ Tmall เป็นการตอกย้ำถึงศักยภาพอีคอมเมิร์ซอันดับหนึ่งในจีนอย่างอาลีบาบาได้อย่างเป็นรูปธรรมทีเดียว
ช่วงเดือนมิถุนายน ปี 2561 อาลีบาบาประกาศความร่วมมือกับประเทศมาเลเซีย ด้วยการเปิดสำนักงานของอาลีบาบาในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ที่ต้องการผลักดันให้เกิด eWTP (Electronic World Trade Platform) แห่งแรกที่ตั้งอยู่นอกประเทศจีน ซึ่งสนับสนุนด้าน โลจิสติกส์ คลาวด์คอมพิวติ้ง การพัฒนาบุคลากร และอีคอมเมิร์ซ โดยคาดหวังให้มาเลเซียเป็นศูนย์กลางการค้าของอาลีบาบาประจำภูมิภาค ซึ่งนอกจากมาเลเซียจะเป็นศูนย์กลางอีคอมเมิร์ซในการส่งสินค้าไปยังจีน อาลีบาบายังจะช่วยสนับสนุนธุรกิจ SME ท้องถิ่น พัฒนาคนรุ่นใหม่ และสร้างงานให้กับคนมาเลเซียอีกด้วย เหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้างว่าเหตุใดอาลีบาบาจึงได้ไปลงทุนกับมาเลเซียก่อนไทยเรา
สิงหาคม ปี 2562 อาลีบาบาตัดสินใจลงทุนหมื่นล้านจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าอัจฉริยะในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยลงนามบันทึกความร่วมมือ 4 ด้าน ได้แก่
1. การใช้อีคอมเมิร์ซเพื่อส่งออกสินค้าเกษตรและโอทอป
2. การพัฒนา SME เพื่อเข้าสู่ตลาดอีคอมเมิร์ซ
3. การใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในเมืองรอง
4. และการลงทุน Smart Digital Hub
หลังจากประกาศความร่วมมือไปแล้วกลับมีเสียงสะท้อนตามมาด้วยความกังวลในเรื่องต่างๆมากมาย
ไขข้อข้องใจศูนย์กระจายสินค้าอัจฉริยะ
ก่อนที่จะอธิบายประเด็นของศูนย์กระจายสินค้า ท้าวความไปถึง EEC (Eastern Economic Corridor) โดยมีชื่อภาษาไทยว่า โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เป็นแผนยุทธศาสตร์ภายใต้ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งประเทศไทยเองถือเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อกับกลุ่มเศรษฐกิจในทวีปเอเชีย และอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่รายล้อมไปด้วยประเทศเพื่อนบ้านอย่าง กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม (CLMV) เหมาะแก่การลงทุนในอาเซียน ซึ่ง EEC ต่อยอดความสำเร็จจากโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก หรือ Eastern Seaboard ที่ดำเนินงานมาตลอด 30 ปี สำหรับ EEC ระยะแรกนั้นตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการนโยบายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกโดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
การเข้ามาตั้งศูนย์กระจายสินค้าอัจฉริยะของอาลีบาบา ถือเป็นการลงทุนโครงการหนึ่งใน EEC เท่านั้น มีการคาดหวังว่าการเข้ามาของอาลีบาบาจะช่วยกระตุ้นการค้า การลงทุน ให้กับเศรษฐกิจของประเทศไทยได้อีกทาง
ประเทศไทยมีความได้เปรียบด้านตำแหน่งที่ตั้งอาณาเขตเชื่อมต่อกับประเทศอื่นๆ รวมถึงติดกับมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์ด้านการขนส่งทั้งทางเรือ และรถไฟความเร็วสูงในอนาคตได้อีกด้วย
ศูนย์กระจายสินค้าตั้งอยู่ใน EEC ขนาด 200,000 ตารางเมตร ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และเตรียมส่งมอบให้อาลีบาบาช่วงกันยายน 2562
กรณีการเข้ามาลงทุน 13,480 ล้านบาท ในครั้งนี้เป็นการถือครองที่ดินตามปกติ และไม่ได้รับสิทธิ์การยกเว้นภาษี 13 ปี เหมือนที่หลายๆฝ่ายกังวลกัน
สิทธิประโยชน์ที่อาลีบาบาจะได้จากการเข้ามาลงทุนใน EEC คือ การชำระภาษีศุลกากร ทุก 14 วัน โดยจากเดิมที่ต้องชำระทุกวัน ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มักมีการเปลี่ยนคืนสินค้าหากไม่พึงพอใจ ภายใน 14 วัน