ผู้ประสานงานรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ นายชูวิทย์ จันทรส เปิดเผยถึงกรณีที่ภาครัฐออกมาตรการคุมเข้มโปรโมชั่นร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถือว่า เดินมาถูกทางแล้ว แต่จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเดียวไม่ได้ มองว่าหน่วยงานอื่นก็ต้องร่วมด้วยช่วยกัน เช่นมหาวิทยาลัยต้องจัดกิจกรรมหลังการเรียน เพื่อให้นักศึกษามีกิจกรรมทำหลังเลิกเรียน
โดยตามหลักการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องดังกล่าวนั้นจะเห็นได้ว่า มีข้อกฎหมายบังคับอยู่แล้วตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 โดยเฉพาะประเด็นการห้ามจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย ลด แลก แจก แถม มาตรา 30 การขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี และขายให้คนเมาครองสติไม่ได้
และมาตรา 29 การขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นอกเวลาที่กฎหมายกำหนดให้ขาย คือ 11.00-14.00 น. และ 17.00-24.00 น แต่ปัญหาทุกวันนี้คือการบังคับใช้กฎหมายมันหย่อนยานทำให้ประชาชนไม่รู้สึกเกรงกลัวต่อกฎหมาย
สำหรับผู้ประกอบการที่เปิดธุรกิจร้านเหล้าควรปฎิบัติให้อยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย หยุดการกระทำที่เห็นแก่ตัว โดยเฉพาะการแอบจัดโปรโมชั่นต่างๆเพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่มวัยรุ่นหรือนักดื่มหน้าใหม่เข้ามา เป้าหมายก็เพื่อช่วยลดอุบัติเหตุที่เกิดจากการดื่มและขับ การทะเลาะวิวาท
ปัจจุบันประเทศไทยมีสถิติอุบัติเหตุบนถนนเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ข้อมูลจากศูนย์วิจัยปัญหาสุรา พบว่าไทยมีผู้ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์สูงถึง15.9 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 28.4 จากจำนวนประชากรอายุ15 ปีขึ้นไป ในจำนวนนี้เป็นนักดื่มที่เป็นกลุ่มเด็กและเยาวชนอายุ15-24 ปี มากถึง 47.1% และยังมีนักดื่มหน้าใหม่เพิ่มขึ้น 250,000 คนต่อปี
ปัจจัยสำคัญของการเกิดนักดื่มหน้าใหม่คือการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ง่ายเกินไป แม้จะมีกฎหมายควบคุม แต่ร้านเหล้าผับบาร์เลือกที่จะฝ่าฝืนกฎหมายเพียงเพื่อหวังผลกำไรในช่วงวันดังกล่าว เช่น ขายให้คนเมาครองสติไม่ได้ ขายให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี จัดกิจกรรมโปรโมชั่นส่งเสริมการขายเพื่อจูงใจลูกค้า ขายนอกเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งทั้งหมดนี้ย่อมส่งผลต่อการเกิดปัญหาเมาแล้วขับ ขับรถเร็ว เสี่ยงอันตรายบนท้องถนนเพิ่มขึ้นทั้งสิ้น