สารเคมีการเกษตรทั้ง 3 ชนิด ที่วางอยู่บนชั้นในร้านขายสารเคมีรายใหญ่ ในอำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี นับถอยหลังรอวันระบายสต๊อกให้หมดก่อนวันที่ 1 ธันวาคมนี้ หลังจากที่คณะกรรมการวัตถุอันตราย มีมติแบนสารเคมีดังกล่าว
สุรชัย ศรีสังข์สุข เจ้าของร้านพรหมประสิทธิ์การเกษตรบอกว่า เพิ่งจะติดป้ายวัตถุอันตรายจำกัดการใช้ และสารเคมีทั้ง 3 ชนิดยังเป็นที่ต้องการของเกษตรกรอยู่แต่ยืนยันไม่มีการสต๊อกเพื่อเป็นยาหลังร้าน
ส่วนสินค้าตัวใหม่ที่จะมาใช้ทดแทนพาราควอตซึ่งเป็นสารกำจัดศัตรูพืชคือกลูโฟซิเนต ซึ่งยังไม่มีการกักตุน โดยมองว่าการแบนสารเคมี 3 ชนิดก็ทำให้สารเคมีอีกหลายชนิดถูกนำมาใช้ ไม่ต่างกัน ทั้งยังมีราคาสูงกว่า
สิ่งที่เกษตรกรหวาดหวั่นมากที่สุดหลังจากการแบนสารเคมีเกษตร คือจะไม่วิธีที่สะดวกและถูกที่สุดในการพ่นในการกำจัดศัตรูพืช
ผู้ชายคนนี้ชื่อ สมเกียรติ เขาเป็นเกษตรกรที่ทำเกษตรผสมผสาน มีทั้งสวนปาล์ม สวนอ้อย และสวนกล้วยบนพื้นที่กว่า 60 ไร่ ใน อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี เขาพาเราเดินเข้าไปสำรวจไปในไร่ท่ามกลางหญ้าที่ขึ้นท่วมหัว
แน่นอนว่าถ้าเขาคงจะใช้พาราควอตฆ่าหญ้าได้ก่อนถึงวันที่ 1 ธันวาคม แต่หลังจากนี้เขาไม่รู้ว่าวิธีกำจัดหญ้าที่ถูกและสะดวกที่สุดคืออะไร
สมเกียรติ บอกว่า ท่ามกลางราคาผลผลิตทางการเกษตรที่ตกต่ำ เขาบอกว่ารัฐบาลควรจะไปแก้ปัญหาเรื่องราคาพืชผลการเกษตรมากกว่า จะมาแบนสารเคมีซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต
อีกด้านหนึ่งกระทรวงสาธารณสุข มีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับอันตรายของสารเคมีการเกษตร 3 ชนิดที่ถูกแบนในวันนี้ นอกจากสารเคมีจะตกค้างในสินค้าการเกษตรแล้ว ยังปนเปื้อนในเลือดของชาวบ้านและเด็กในชุมชนที่มีการทำเกษตรด้วยสารเคมีอีกด้วย
สอดคล้อง กับการลงพื้นที่ของทีมข่าวเนชั่นทีวี ที่จังหวัดน่านก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นพื้นที่หนึ่งที่ใช้สารเคมีการเกษตรอย่างหนักแล้วพบว่าอัตราการตายด้วยมะเร็งสูงเป็นอันดับ 1
แม้วันนี้จะมีการแบน 3 สารเคมีเกษตรไปแล้วแต่เกษตรกร ที่ยังจำเป็นต้องใช้ ก็ยังมีคำถามอีกมากมาย เช่น พืชเศรษฐกิจที่ใช้ยาฆ่าหญ้า อย่าง มันสำปะหลัง ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ไม่ใช่พืชที่เอาไว้รับประทาน แต่การตรวจของกระทรวงสาธารสุข ยืนยันว่าพืชผัก หลายชนิด ปนเปื้อนไปด้วยยาฆ่าแมลงและยาฆ่าหญ้า
หลังการแบนสารเคมีการเกษตรไปแล้ว คงต้องจับตาดูว่าจำนวน ผู้ป่วยที่ปนเปื้อนสารพิษเกษตร จะลดลงหรือไม่?