วันนี้ (21 ต.ค. 62) ผู้สื่อข่าวรายงาน การส่งออกของไทยในเดือนกันยายน 2562 มีมูลค่าส่งออก 20,481 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวลดลง หรือติดลบ 1.39% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การส่งออกภาพรวมช่วง 9 เดือนแรกปี 2562 (ม.ค.-ก.ย.) มีมูลค่าทั้งสิ้น 186,571 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ติดลบ 2.11% ปัจจัยหลักจากสถานการณ์การค้าโลกที่ยังผันผวน ค่าเงินบาทที่แข็งค่ากระทบกับความสามารถในการแข่งขัน และความกังวลเรื่องสงครามทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ
ส่วนการนำเข้าเดือนกันยายน 2562 มีมูลค่า 19,201 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ติดลบ 4.24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และการนำเข้าช่วง 9 เดือนแรก มีมูลค่ารวม 179,190 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ติดลบ 3.68% ขณะที่ไทยยังเกิดดุลการค้าเดือนกันยายนมูลค่า 1,275 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และช่วง 9 แรกยังเกินดุลการค้า 7,381ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพรผู้ อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การส่งออกของไทยในเดือนกันยายน 2562 มีมูลค่า 20,481 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หดตัว 1.4% เป็นการหดตัวในอัตราที่ชะลอลงและภาพรวมการส่งออกทั้งด้านสินค้าและตลาดปรับตัวดีขึ้น สินค้าอุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ รถยนต์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า กลับมาขยายตัว และสินค้าอุตสาหกรรมดาวรุ่งใหม่ๆ หลายรายการมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์ และส่วนประกอบ เครื่องนุ่งห่ม รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน และเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร เครื่องครัว และของใช้ในบ้าน
ส่วนสินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ผัก ผลไม้สด แช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป และไก่สดแช่แข็งและแปรรูป ยังขยายตัวได้ดีทั้งด้านปริมาณและราคา นอกจากนี้ในรายตลาด การส่งออกไปสหรัฐฯ ยังขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่การส่งออกไปตลาดญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน อาเซียน(5) และลาตินอเมริกา กลับมาขยายตัวเป็นบวกรวม 3 ไตรมาส ปี 2562 การส่งออกหดตัว 2.1%
อย่างไรก็ดี อุปทานส่วนเกินของสินค้าเกษตรในตลาดโลกและการแข็งค่าของเงินบาทยังเป็นปัจจัยกดดันต่อการส่งออกสินค้าเกษตรในเดือนนี้ ทั้งนี้ เหตุโจมตีโรงกลั่นน้ำมันในซาอุดิอาระเบียและความต้องการใช้น้ำมันในช่วงปลายปี อาจทำให้ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้น ส่งผลให้การส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันปรับตัวดีขึ้นในช่วงที่เหลือของปี
สำหรับในรายละเอียดของมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรในเดือนกันยายน 2562 หดตัวที่ 3.1% (YoY)
สินค้าที่ยังขยายตัวได้ดี ได้แก่ น้ำตาลทราย ขยายตัว 36.3% (ขยายตัวในตลาดฟิลิปปินส์ จี มาเลเซีย ลาว และไต้หวัน) เครื่องดื่ม ขยายตัว 14.6% (ขยายตัวในตลาดกัมพูชา เวียดนาม เมียนมา ลาว และฟิลิปปินส์) ไก่สด แช่แข็งและแปรรูป ขยายตัว 12.1% (ขยายตัวในตลาดญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร เกาหลีใต้ จีน และมาเลเซีย) ผัก ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง กระป๋องและแปรรูป ขยายตัว 7.7% (ขยายตัวในตลาดจีน สหรัฐฯ ไต้หวัน อินโดนีเซีย และมาเลเซีย)สินค้าเกษตรที่หดตัว ได้แก่ ข้าว หดตัว 32.2% (หดตัวในตลาดแอฟริกาใต้ เบนิน โมซัมบิก แต่ยังขยายตัวในตลาดสหรัฐฯ และแคเมอรูน) ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง หดตัว 35.2% (หดตัวในตลาดจีน อินโดนีเซีย และไต้หวัน แต่ยังขยายตัวได้ดีในญี่ปุ่น และสหรัฐฯ) ยางพารา หดตัว 15.4% (หดตัวในตลาดจีน เกาหลีใต้ และอินเดีย แต่ยังขยายตัวได้ดีในตลาดมาเลเซีย ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ) กุ้งสดแช่แข็งและกุ้งแปรรูป หดตัว 10.5% (หดตัวในตลาดสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย แต่ยังขยายตัวในตลาดจีน และแคนาดา) รวม 3 ไตรมาส ปี 2562
ส่วนการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมกลับมาขยายตัวที่ 0.2% (YoY) สินค้าสำคัญที่ยังขยายตัวได้ดี ได้แก่ ทองคำ ขยายตัว 110.6% (ขยายตัวในตลาดสิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน) รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ ขยายตัว 31.5% (ขยายตัวในตลาดจีน สหรัฐฯ ญี่ปุ่น กัมพูชา และเวียดนาม) เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน ขยายตัวที่ 15.9% (ขยายตัวระดับสูงในตลาดสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ และอาร์เจนตินา) เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ขยายตัวเกือบทุกตลาดที่ 15.1% (ขยายตัวในตลาดออสเตรเลีย เวียดนาม สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวที่ 5.4% (ขยายตัวในตลาดฟิลิปปินส์ จีน มาเลเซีย ซาอุดิอาระเบีย และเม็กซิโก) อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) ขยายตัว 0.7% (ขยายตัวระดับสูงในตลาดอินเดีย สิงคโปร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส)
สินค้าอุตสาหกรรมสำคัญที่หดตัว ได้แก่ สินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน หดตัวเกือบทุกตลาดที่ 16.2% (หดตัวในตลาดเวียดนาม กัมพูชา และอินโดนีเซีย แต่ยังขยายตัวในตลาดจีน และมาเลเซีย) เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ หดตัว 12.3% (หดตัวในตลาดสหรัฐ ฮ่องกง และจีน แต่ยังขยายตัวในตลาดเม็กซิโก และสิงคโปร์) รวม 3 ไตรมาส ปี 2562 มูลค่าสินค้าอุตสาหกรรม หดตัวที่ 1.3%