เขากล่าวด้วยว่าในส่วนการลาออกของบอร์ด รฟท. เป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดถึงว่าจะมีการลาออก เพราะคณะกรรมการคัดเลือก เพิ่งจะมีการประชุมเมื่อวันที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา และวันที่ 30 กันยายน ได้ออกหนังสือแจ้งการลงนามให้แก่ผู้ชนะประกวดราคา ต่อมาเวลา 11.00 น. วันที่ 1 ตุลาคม เมื่อผู้ชนะการประกวดราคามารับหนังสือ ปรากฎว่า บอร์ด รฟท.กลับลาออกในวันเดียวกัน จึงต้องดำเนินการต่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่หากไม่มีบอร์ด รฟท. เราก็ไม่สามารถนำเรื่องนี้ให้ ครม.รับทราบได้
เมื่อถามว่าการแต่งตั้งบอร์ด รฟท.ใหม่จะกระทบในการเดินหน้าโครงการหรือไม่ นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า ตนคิดว่าไม่ส่งกระทบ เพราะเป็นขั้นตอนตามกฎหมายที่ต้องดำเนินการตาม RFP ในข้อ 63 ระบุชัดเจนว่า กฎหมายที่ต้องดำเนินการ นอกจากพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ก็ต้องมีกฎหมายไทยเองที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายของการรถไฟ เป็นต้น สาเหตุการลาออกของบอร์ด รฟท. ในช่วงที่จะมีการลงนามสัญญา นายศักดิ์สยาม กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องถามบอร์ด เพราะตนพยายามยับยั้งแล้ว
ส่วนกรณีที่ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ ขอให้รัฐบาลร่วมรับความเสี่ยงกับภาคเอกชนในการลงทุนโครงการนี้นายศักดิ์สยามกล่าวว่า เป็นสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของนายธนินท์ แต่รัฐบาลก็จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย และเงื่อนไขที่กำหนดในเอกสารคัดเลือกเอกชน RFP ซึ่งในข้อ 50.1 กำหนดว่า ผู้ยื่นเสนอจะต้องรับภาระความเสี่ยง
เรื่องนี้คงไม่ใช่ปัญหา เพราะเขาสามารถแสดงความคิดเห็นได้ อะไรที่รัฐบาลจะสามารถทำให้ผู้ประกวดราคา ดำเนินการได้ตามกฎหมาย และตาม RFP แล้ว เรายินดีจะทำ ไม่มีอะไรมากกว่านี้ ดังนั้นต้องช่วยกันดูว่ามีอะไรที่รัฐบาลยังไม่ได้ทำ เช่น การส่งมอบพื้นที่ ซึ่งขณะนี้สามารถส่งมอบพื้นที่ได้ประมาณ 72% เหลือ 28% ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลได้ตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาแก้ปัญหาเรื่องดังกล่าวแล้วเพื่อดูแลการย้ายสาธารณูปโภค และการบุกรุกพื้นที่