"วีรศักดิ์" นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้าไทย-ภูฏาน ครั้งที่ 3 สานต่อและขยายขอบเขตความร่วมมือทางเศรษฐกิจ หวังขยายมูลค่าการค้าสองฝ่ายทะลุเป้า 50 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2564

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

นายวีรศักดิ์หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าได้นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้าไทย ภูฏาน (JTC) ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 26 27 กันยายน 2562 ณ กรุงทิมพู ประเทศภูฏานตามคำเชิญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการของภูฏาน โดยการประชุมครั้งนี้เน้นการหารือเพื่อกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และขยายการค้าการลงทุนระหว่างกันตั้งเป้ามูลค่าการค้าสองฝ่ายเติบโตจาก 40 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปัจจุบัน สู่ 50 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2564 ตามเจตนารมณ์ของผู้นำทั้งสองประเทศ ทั้งนี้ภูฏานสนใจเรื่องการแปรรูปผลผลิตการเกษตร การพัฒนาสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์หรือสินค้า OGOP (One Gewog One Product) การออกแบบบรรจุภัณฑ์การพัฒนาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าหัตถกรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ไทยเชี่ยวชาญและยินดีแบ่งปันประสบการณ์ถ่ายทอดความรู้เชิงวิชาการ นอกจากนี้ได้มีโอกาสเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ที่ไทยและภูฏานได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครบ30 ปี ซึ่งเห็นว่าชาวภูฏานมีทัศนคติที่ดีกับคนไทยเริ่มรู้จักสินค้าและบริการของไทยมากขึ้น ผ่านการไปท่องเที่ยวและศึกษาในไทยจึงเป็นโอกาสดีที่ทั้งสองประเทศจะกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ซึ่งร่วมในคณะผู้แทนไทย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในการประชุม JTC ครั้งนี้ ฝ่ายภูฏานแจ้งว่ารัฐบาลมีนโยบายที่จะขยายเขตนิคมอุตสาหกรรม (industrial estate park) เพื่อดึงดูดการลงทุนในภูฏานฝ่ายไทยจึงได้ขอให้ภูฏานแจ้งข้อมูลกฎระเบียบด้านการลงทุนและโครงการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศให้ฝ่ายไทยทราบเพื่อประชาสัมพันธ์ให้แก่นักลงทุนไทยที่สนใจ โดยเฉพาะในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ เช่นการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การโรงแรม และการท่องเที่ยว เป็นต้นซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการไทยได้มีการลงทุนด้านธุรกิจโรงแรมในภูฏานอยู่แล้วหลายราย
นอกจากนี้ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือในรายละเอียดของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะดำเนินการและพัฒนาร่วมกันได้อาทิ 1.ด้านการเกษตร ทั้งสองฝ่ายสามารถใช้กลไกความร่วมมือด้านการเกษตรที่มีอยู่ส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการด้านการเกษตรและการประมงโดยภูฏานสนใจส่งออกสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพมาไทย เช่น ถั่งเช่า เห็ด ควินัวหน่อไม้ฝรั่ง แอปเปิ้ล ส้ม มันฝรั่ง และน้ำผึ้ง เป็นต้นซึ่งไทยได้ให้ข้อมูลด้านกฎระเบียบมาตรฐานการนำเข้าของไทยเพื่อให้ภูฏานสามารถจัดเตรียมเอกสารข้อมูลการยื่นคำขอนำเข้าได้ถูกต้อง 2.ด้านหัตถกรรม ทั้งสองฝ่ายสามารถใช้บันทึกความเข้าใจ หรือ MoU ที่มีอยู่ระหว่างศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศของไทยกับกรมอุตสาหกรรมครัวเรือนของภูฏานแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความร่วมมือทางวิชาการด้านหัตถกรรมให้มากขึ้นโดยฝ่ายไทยได้เชิญภูฏานเข้าร่วมจัดนิทรรศการและจำหน่ายงานศิลปหัตถกรรมในงาน CraftBangkok และงานฝ้ายทอใจที่ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพฯมีแผนจัดขึ้นในปี 2563 ด้วย และ 3. ด้านการท่องเที่ยวไทยยินดีสนับสนุนความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวกับภูฏานโดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและศาสนา ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวด้านการบริหารจัดการโรงแรม ธุรกิจท่องเที่ยวซึ่งปัจจุบันการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมีบันทึกความเข้าใจ (MoU) ร่วมกับสภาการท่องเที่ยวแห่งภูฏานซึ่งเป็นกลไกที่ใช้หารือและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันด้วย
นายบุณยฤทธิ์ กล่าวว่า  ฝ่ายภูฏานสนใจเรื่องการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยในการพัฒนาระบบการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐและเอกชนผ่านอิเล็กทรอนิกส์(ระบบ National single window) โดยเฉพาะข้อมูลการนำเข้า-ส่งออกตลอดจนการพัฒนาผู้ประกอบการให้สามารถทำธุรกิจซื้อขายสินค้าออนไลน์ (พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์)และการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อสร้างความแตกต่างและมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าซึ่งเป็นเรื่องที่กระทรวงพาณิชย์ของไทยมีประสบการณ์ในการพัฒนาระบบและมีการส่งเสริมผู้ประกอบการในด้านนี้ไทยจึงยินดีที่จะให้การสนับสนุนช่วยเหลือทางวิชาการแก่ภูฏานในเรื่องเหล่านี้โดยขอให้ฝ่ายภูฏานแจ้งความต้องการในรายละเอียดเพื่อจะได้วางแนวทางทำกิจกรรมร่วมกันต่อไปและไทยได้เชิญชวนให้ภูฏานประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติที่กระทรวงพาณิชย์ของไทยมีแผนจะจัดขึ้นด้วยเช่น งาน STYLE (17 21 ตุลาคม2562) งาน Bangkok Gems and Jewelry (กุมภาพันธ์และกันยายน 2563) และงาน THAIFLEX-Anuga (พฤษภาคม 2563) เป็นต้นซึ่งจะเป็นโอกาสดีในการนำเสนอสินค้าศักยภาพของภูฏานให้เป็นที่รู้จักแก่ชาวไทยและต่างประเทศที่มาร่วมงาน
สำหรับ ภูฏานเป็นคู่ค้าลำดับที่ 7ของไทยในเอเชียใต้ รองจากอินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ ศรีลังกา มัลดีฟส์ และเนปาลโดยในปี 2561 การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 39.75 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยส่งออกไปภูฏาน39.25 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้าจากภูฏาน 0.05 ล้านเหรียญสหรัฐ โดย 8เดือนแรกของปี 2562 (ม.ค. ส.ค.) การค้าระหว่างไทยกับภูฏาน มีมูลค่า 28.14 ล้านเหรียญสหรัฐโดยไทยส่งออกไปภูฏาน มูลค่า 28.04 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น ผ้าผืนผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูป ผ้าทอจากฝ้าย เป็นต้น และไทยนำเข้าจากภูฏานมีมูลค่า 0.10 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้านำเข้าที่สำคัญ เช่นสินแร่โลหะที่ใช้ในอุตสาหกรรม เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ น้ำแร่และผักและผลไม้ เป็นต้น