กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เผยล่าสุดอียูออกมาตรการเตรียมความพร้อมรับมือเบร็กซิทเพิ่มเติม อาทิ การออกมาตรการให้การขนส่ง การขยายเวลาการอนุญาตทำประมงในน่านน้ำของอีกฝ่ายหนึ่งจนถึงสิ้นปี 2563 พร้อมกำหนดให้ สหราชอาณาจักรจ่ายงบประมาณสนับสนุนอียูต่อไปจนถึงสิ้นปี 2563 ชี้ ยา เครื่องมือแพทย์ และเคมีภัณฑ์ อาจเป็นสินค้าที่อ่อนไหวต่อกรณีเบร็กซิท ย้ำผู้ประกอบการติดตามข้อมูลใกล้ชิดเพื่อเตรียมพร้อมรับมือ

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรมอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2562คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป (อียู) ได้ออกมาตรการเตรียมความพร้อมเพิ่มเติมเพื่อรับมือกรณีสหราชอาณาจักรจะออกจากการเป็นสมาชิกอียู(เบร็กซิท) ในวันที่ 31 ตุลาคม 2562เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่ทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องได้เตรียมความพร้อมใน 3ด้านหลัก คือ 1. การขนส่ง ได้ออกมาตรการเพื่อให้การขนส่งที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบทั้งทางอากาศ รถไฟ และทางบกสำหรับผู้โดยสารและสินค้าสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง อาทิขยายเวลาการอนุญาตการขนสินค้าและผู้โดยสารผ่านแดนทางถนนที่ไม่ใช่เพื่อการพาณิชย์ไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2563และขยายเวลาการอนุญาตการขนส่งทางอากาศระหว่างกันจนถึงวันที่ 24 ตุลาคม 2563


2. การประมงได้ขยายเวลาการอนุญาตทำประมงในน่านน้ำของอีกฝ่ายหนึ่งจนถึงสิ้นปี 2563เพื่อให้การทำประมงโดยเรือของอียูและสหราชอาณาจักรดำเนินการต่อเนื่องได้ และ 3.งบประมาณปี2563 สหราชอาณาจักรจะยังคงมีส่วนร่วมและต้องจ่ายงบประมาณสนับสนุนอียูและยังคงสามารถเข้าร่วมใช้ประโยชน์ในโครงการต่างๆ ของอียูได้ต่อไปจนถึงสิ้นปี 2563

 


นอกจากนี้ในระดับประเทศสมาชิกอียูเองก็มีมาตรการเตรียมความพร้อมสำหรับกรณีเบร็กซิทแบบไม่มีข้อตกลงเช่น เยอรมนีเพิ่มเจ้าหน้าที่ศุลกากร ณ สนามบินและท่าเรือ 900 คน สเปน 860 คนฝรั่งเศส 700 คน เบลเยียม 368 คน และเนเธอร์แลนด์ 100 คนสะท้อนให้เห็นว่าการตรวจปล่อยสินค้าผ่านแดนกับสหราชอาณาจักรน่าจะต้องเข้มงวดขึ้นเป็นต้น

 


นางอรมน เสริมว่าอียูยังได้เตือนทุกภาคส่วนให้เตรียมความพร้อมสำหรับการถอนตัวของสหราชอาณาจักรแบบไร้ข้อตกลงโดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่อาจอ่อนไหวกับการถอนตัว เช่น ยา เครื่องมือแพทย์และเคมีภัณฑ์ เป็นต้นเนื่องจากกระบวนการและกฎระเบียบด้านศุลกากรและการตรวจสอบด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชระหว่างอียูและสหราชอาณาจักรจะมีความเข้มงวดขึ้นและคาดว่าจะมีกฎระเบียบใหม่ออกมาบังคับใช้กับการข้ามแดนระหว่าง สหราชอาณาจักรกับอียูในขณะเดียวกันคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปก็เตรียมจะขยายเวลาการปฏิบัติงานของศูนย์บริการข้อมูลเพื่อให้บริการแก่ประชาชนและภาคธุรกิจที่ต้องการคำแนะนำหรือการอำนวยความสะดวกในช่วงเปลี่ยนผ่านทั้งนี้ ในส่วนไทยขอให้ผู้ประกอบการไทยที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากเบร็กซิทติดตามข้อมูลการเตรียมความพร้อมของอียูอย่างใกล้ชิดเพื่อเตรียมการในส่วนที่เกี่ยวข้องได้ทันสถานการณ์

 


ทั้งนี้ ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2562(มกราคมกรกฎาคม) การค้ารวมระหว่างไทยกับอียูมีมูลค่ารวม 25,818 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยส่งออกไปอียู 14,087ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้าจากอียู 11,731 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญเช่น เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ รถยนต์ อัญมณีและเครื่องประดับเครื่องปรับอากาศ ผลิตภัณฑ์ยาง แผงวงจรไฟฟ้า ไก่แปรรูป เป็นต้นสำหรับไทยและสหราชอาณาจักรมีมูลค่าการค้ารวม 3,829ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยส่งออกไปสหราชอาณาจักร 2,359ล้านเหรียญสหรัฐ และไทยนำเข้าจาก สหราชอาณาจักร 1,470ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีสินค้าส่งออกที่สำคัญ เช่น รถยนต์ ไก่แปรรูปรถจักรยานยนต์  อัญมณีและเครื่องประดับแผงวงจรไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องปรับอากาศ เครื่องจักรกล พลาสติก เป็นต้น