นายวิชัยโภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่าได้ลงนามประกาศคณะอนุกรรมการกำกับดูแลและกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเรื่องหลักเกณฑ์ เงื่อนไขและวิธีการการดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2562/63 รอบที่ 1 เพื่อช่วยเหลือด้านรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลแล้วหลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.)ได้เห็นชอบหลักการโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวภายในกรอบวงเงินงบประมาณ2.14 หมื่นล้านบาท
สำหรับหลักเกณฑ์การประกันรายได้เกษตรกรจะต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2562/63 ระหว่างวันที่ 1เม.ย.-31 ต.ค.2562 ยกเว้นภาคใต้ 16 มิ.ย.2562-28 ก.พ.2563 และต้องแจ้งวันที่คาดว่าจะเก็บเกี่ยวในการขึ้นทะเบียนเพื่อใช้เป็นข้อมูลช่วงเวลาที่เกษตรกรจะได้รับสิทธิชดเชย โดยกำหนดราคาประกันข้าว 5 ชนิด คือข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 15,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 14 ตันข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ตันละ 14,000 บาท ครัวเรือนละ 16 ตัน ข้าวเปลือกเจ้า 10,000บาท ครัวเรือนละ 30 ตัน ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ตันละ 11,000บาท ครัวเรือนละ 25 ตัน และข้าวเปลือกเหนียว ตันละ 12,000บาท ครัวเรือนละ 16 ตัน แต่ถ้าเกษตรกรปลูกข้าวมากกว่า 1 ชนิดจะได้สิทธิไม่เกินจำนวนขั้นสูงของข้าวแต่ละชนิดและเมื่อรวมกันต้องไม่เกินขั้นสูงของข้าวชนิดที่กำหนดไว้สูงสุด
ส่วนการกำหนดราคาอ้างอิงคณะอนุกรรมการฯ จะประกาศราคาอ้างอิงครั้งแรกในวันที่ 16 ต.ค.2562จากนั้นจะประชุมเพื่อกำหนดราคาอ้างอิงทุกๆ 15 วันจนถึงวันสิ้นสุดโครงการประกันรายได้ คือ วันที่ 31 ต.ค.2563 และการจ่ายเงินชดเชยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จะจ่ายเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรงภายใน 3 วัน นับจากวันที่ได้รับราคาอ้างอิงจากคณะอนุกรรมการฯซึ่งเกษตรกรจะได้รับสิทธิครั้งเดียว
รายงานข่าวแจ้งว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มีกําหนดประชุมผ่านระบบวิดีโอทางไกล (VDO Conference) โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวและชาวสวนปาล์มวันที่ 30 ก.ย.2562 เวลา 09.00 น.เป็นต้นไป ณ ห้องประชุมราชสีห์ ชั้น 2อาคารศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อชี้แจงรายละเอียดโครงการและซักซ้อมทำความเข้าใจกับผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานปฏิบัติในพื้นที่ เช่นพาณิชย์จังหวัด และเกษตรจังหวัด โดยจะมีการถ่ายทอดสดผ่านทางช่อง 9 MCOTช่วงเวลา09.30-10.00 น. ด้วย