อีไอซี คาด กนง. มีสิทธิลดดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้อีก 1 ครั้ง หลังเศรษฐกิจไทยชะลอตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ รวมทั้งเงินเฟ้อต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย และภาวะการเงินไทยอาจยังไม่ผ่อนคลายเพียงพอ

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline
ดร.กำพล อดิเรกสมบัติ หัวหน้าฝ่ายวิจัยด้านเศรษฐกิจและตลาดเงินศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (อีไอซี) กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ได้มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.50% ต่อปีนั้น อีไอซีคาดว่า กนง. อาจลดดอกเบี้ยได้อีก 1 ครั้ง(25 bps) ในปีนี้ เนื่องจาก 1.แนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวชะลอลงและความเสี่ยงที่ยังคงมีอยู่สูง ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯที่ยังไม่มีท่าทีคลี่คลายในระยะเวลาอันใกล้ส่งผลต่อภาคส่งออกไทยที่มีแนวโน้มหดตัวลงมากกว่าคาดในปีนี้ และปัญหภัยธรรมชาติภายในประเทศที่ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตร


นอกจากนี้ตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่ออกมาไตรมาสล่าสุดบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงในปีนี้โดยตัวเลขส่งออกที่ไม่รวมอาวุธและทองคำที่หดตัวลง 9.8% และ MPI ที่หดตัวลง4.4% ในเดือนสิงหาคม ตัวเลขการลงทุนภาคเอกชนเดือนกรกฎาคมหดตัว 0.1% ด้วยเหตุนี้อีไอซีจึงประเมินว่าเศรษฐกิจไทยทั้งในปี 2019 และ 2020ยังเผชิญกับความเสี่ยงด้านต่ำอยู่มากและมีโอกาสที่จะขยายตัวต่ำกว่าคาดการณ์เดิมที่3% (รูปที่ 1 และ 2) นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อที่คาดว่าจะอยู่ต่ำกว่าขอบล่างของกรอบเป้าหมายของกนง. ที่ 1%ทั้งในปีนี้และปีหน้าก็เป็นอีกปัจจัยที่สนับสนุนการลดดอกเบี้ยนโยบายลงได้อีก


2. มาตรการ macroprudential ช่วยลดความเสี่ยงเสถียรภาพระบบการเงินไปบ้างแล้วสำหรับความกังวลด้านเสถียรภาพระบบการเงินที่เป็นผลจากอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานานทำให้มีการประเมินความเสี่ยงต่ำกว่าที่ควรและนำไปสู่พฤติกรรมแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นนั้น อีไอซี มองว่ามาตรการ macropudentialที่ได้ดำเนินการไปผ่านการควบคุมดูแลการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยสามารถช่วยดูแลความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินไปบ้างแล้ว นอกจากนี้ ธปท.ยังได้ใช้มาตรการ microprudential ในการดูแลภาวะหนี้ครัวเรือนโดยขอความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์ในการพิจารณาการปล่อยสินเชื่ออย่างเหมาะสมและคำนึงถึงภาระหนี้ทั้งหมดของผู้กู้เทียบกับรายได้ที่สม่ำเสมอซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดจากการก่อหนี้เกินตัวในระยะต่อไปได้


3. ภาวะการเงินไทยอาจยังไม่ผ่อนคลายเพียงพออีไอซีมองว่า แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ในระดับต่ำที่ 1.50%และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยทั้งระยะสั้นและระยะยาวจะปรับลดลงค่อนข้างมากแต่ค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าเทียบกับประเทศคู่ค้าคู่แข่ง สะท้อนจากดัชนีค่าเงินบาท (NEER)ที่ปรับแข็งค่าขึ้นมาถึง 6.8% ในปีนี้ซึ่งจะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของผู้ส่งออกไทย อีกทั้งอัตราการขยายตัวของสินเชื่อชะลอลงค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยในปี 2018สินเชื่อรวมของธนาคารพาณิชย์ (ไม่รวม interbank) ขยายตัวที่6% ขณะที่สินเชื่อรวมในปีนี้ขยายตัวเพียง 0.9% (นับจากสิ้นปี2019 ถึงกรกฎาคม 2019)ด้วยเหตุนี้การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมจึงอาจมีความจำเป็นเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่ภาวะการเงินไทยจะตึงตัวขึ้นอย่างรวดเร็วโดยมีต้นตอจากความเสี่ยงในต่างประเทศ