อันที่จริงหากสงบสติอารมณ์ นั่งลงอย่างเงียบ ๆ ครุ่นคิดและไตร่ตรองถึงสิ่งที่ได้ประสบพบมา รวมทั้งทบทวนในสิ่งที่พูดออกไปสู่สาธารณะ ความตระหนักรู้ความจริงก็จะเกิดขึ้น เพราะว่าคำพูดและประโยคที่ได้หลุดจากปากหลายครั้ง หลายโอกาส ล้วนแล้วแต่เป็นภาพสะท้อนถึงความอับจนปัญญาและการไร้ความสามารถในการบริหารประเทศนั่นเอง
จิตใต้สำนึกได้ส่งสัญญาณออกมาเป็นคำพูด โดยไม่รู้ตัว ดังเช่น การพูดว่า "การลงพื้นที่ทุกครั้งมีแต่ของบประมาณ จนทำให้รู้สึกอึดอัดใจ" แต่น่าเสียดายว่า ผู้พูดไม่ฉุกคิดแม้แต่น้อยและตั้งคำถามกับตนเองว่า ทำไมชาวบ้านในพื้นที่จึงของบประมาณกับเขา จนเขารู้สึกอึดอัดใจ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า กรอบคิดที่ฝังลึกในจิตใจมีชุดคำตอบที่ตายตัวอย่างหนึ่งนั่นคือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของผู้อื่น หรือเป็นการกล่าวโทษผู้อื่นนั่นเอง ในกรณีนึ้คือ การกล่าวโทษว่า ชาวบ้านในพื้นที่ไม่รู้จักพอและไม่ช่วยเหลือตนเอง มีแต่จะขออย่างเดียว
การกล่าวโทษสิ่งแวดล้อมและบุคคลอื่นนั้น มักพบเห็นในช่วงการพัฒนาการของเด็กบางช่วงวัย และหากเด็กผู้นั้นมีพัฒนาการของเหตุผลทางจริยธรรมอย่างต่อเนื่องจนเป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะทางเหตุผล ปัญญาและอารมณ์ พวกเขาก็จะตระหนักรู้ว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นอาจมาจากทั้งปัจจัยภายนอกและภายในก็ได้ ผู้มีวุฒิภาวะมักพิจารณาปัจจัยภายในก่อนว่า มีสิ่งใดเกี่ยวกับตนเองบ้างที่ยังบกพร่อง ก่อนที่พิจารณาปัจจัยภายนอก และพวกเขาจะวิเคราะห์อย่างรอบด้าน จนเกิดความกระจ่างและนำไปสู่ข่อสรุปว่า ความผิดพลาดมาจากปัจจัยใดบ้าง และปัจจัยใดเป็นหลัก ปัจจัยใดเป็นรอง จากนั้นก็ลงมือแก้ไขอย่างเต็มกำลัง
แต่มีเด็กบางส่วนที่การพัฒนาการได้หยุดชะงักลงไป ลักษณะความเป็นเด็กยังคงฝังแน่นภายในตัวเขาโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าอายุจะมากเพียงใดก็ตาม ความคิดแบบยึดตนเองเป็นศูนย์กลางความถูกต้อง และความผิดพลาดทั้งมวลเกิดจากผู้อื่นและสิ่งแวดล้อมครอบงำจิตใจของเขาอย่างเหนียวแน่นหากเด็กผู้นี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่มีบทบาทสำคัญในการบริหารประเทศ ผลกระทบก็อยู่ในแวดวงจำกัดเพียงตัวเขา ครอบครัว และเพื่อนร่วมงานไม่กี่คน แต่หากเด็กผู้นี้บังเอิญเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นผู้นำและมีบทบาทสำคัญในการบริหารประเทศ ผลกระทบทางลบต่อสังคมย่อมมีมากจนไม่อาจประมาณไม่ได้
ประเทศไทยมีผู้ใหญ่ แต่จิตใจเด็กแบบนี้อยู่หลายคนที่มีบทบาทในการบริหารปกครองประเทศ ซึ่งทำให้การแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศอยู่ภายใต้การชี้นำของความคิดแบบเด็กที่ไร้วุฒิภาวะ เอาแต่ใจตนเอง ทำอะไรไม่คำนึงถึงกฎเกณฑ์และบรรทัดฐานของสังคม รวมทั้งใช้หลักการบริหารแบบกล่าวโทษผู้อื่นอยู่ร่ำไป
เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น การพิจารณาปัญหาอย่างรอบด้านและตั้งคำถามอย่างมีสติปัญญาก็ไม่เกิดขึ้น ดังเช่นคำถามเกี่ยวกับปัญหาโครงสร้างและกระบวนการบริหารประเทศ ที่ทำให้การแก้ไขปัญหาของประชาชนไม่ได้ผลดังที่คาดหวัง หรือคำถามว่า อะไรคือปัญหาการกระจายอำนาจ งบประมาณ และบุคลากรไปยังท้องถิ่นที่ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขาดศักยภาพและความสามารถในการแก้ไขปัญหา และหากจะให้ท้องถิ่นมีศักยภาพและสามารถเพิ่มขึ้นในการบรรเทาหรือแก้ปัญหาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิผล ควรทำอย่างไร
นอกจากนั้น คำถามสำคัญที่ควรถามอย่างยิ่งอีกอย่างคือ ระบบคิดเกี่ยวกับการจัดลำดับความสำคัญของการจัดสรรงบประมาณในปัจจุบันมีข้อบกพร่องอย่างไร ทำไมจึงต้องจัดสรรงบประมาณให้หน่วยงานส่วนกลางบางหน่วยเพื่อซื้อสิ่งของที่ไม่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศมากเกินไปขณะที่จัดสรรเงินให้ท้องถิ่นนำไปพัฒนาเพื่อสร้างอาชีพและรายได้แก่ประชาชนน้อยเกินไป
รวมทั้งคำถามที่ว่า การตรวจสอบการใช้งบประมาณในปัจจุบันมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด ทำไมข้าราชการและนักธุรกิจยังสามารถร่วมมือกันทุจริตเบียดบังงบประมาณที่นำไปใช้ในการพัฒนาประเทศและแก้ปัญหาประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง จนทำให้งบประมาณที่ถึงประชาชนมีไม่ถึงครึ่งหนึ่งของงบประมาณทั้งหมดที่ได้จัดสรรลงไป
หากยังบริหารประเทศแบบกล่าวโทษคนอื่น และมีความสามารถเพียงแค่แจกเงินแก่ประชาชน ความอึดอัดใจเวลาถูกถามหรือถูกร้องของบประมาณจากพื้นที่ก็ยังคงเกิดขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ ตื่นจากความฝันอันแสนหวานของวันวานและเติบโตเสียทีจะเป็นคุณแก่ประเทศอย่างยิ่ง แต่หากทำไม่ได้ ก็ให้คนอื่นทำจะดีกว่าไหม