เนชั่นทีวี

ข่าว

วีรศักดิ์’ สั่งปั้นธุรกิจผู้สูงอายุหวั่นขาดแคลน

13 ก.ย. 2562 | orawan_jan

วีรศักดิ์’ สั่งปั้นธุรกิจผู้สูงอายุหวั่นขาดแคลน

"วีรศักดิ์" สั่งการกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเร่งแก้ปัญหาธุรกิจดูแลผู้สูงอายุขาดแคลน หลังพบปัญหาจำนวนธุรกิจเติบโตไม่ทันความต้องการของตลาด ย้ำต้องพัฒนาระบบบริหารจัดการธุรกิจที่มีประสิทธิภาพและมีมาตรฐานสากล พร้อมสร้างแรงจูงใจให้มีการลงทุนในธุรกิจดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น รองรับความต้องการใช้บริการที่สูงขึ้นแบบก้าวกระโดด มั่นใจธุรกิจดูแลผู้สูงอายุไทยยังเติบโตได้อีกมากและสร้างรายได้เข้าประเทศมหาศาล

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศลรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการสำรวจพบว่าปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ จำนวนทั้งสิ้น 800 ราย แบ่งเป็นนิติบุคคล จำนวน 341 ราย คิดเป็นร้อยละ 42.63 ทุนจดทะเบียนรวม 2,136.39 ล้านบาทและบุคคลธรรมดา จำนวน 459 ราย คิดเป็นร้อยละ 57.37ในขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) อย่างเต็มรูปแบบในอีก1-2 ปีข้างหน้า โดยคาดว่าในปี 2563 ประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน 60 ปีราว 13 ล้านคน และในปี 2573 จะมีผู้สูงอายุเกินกว่า 18 ล้านคน หรือร้อยละ 27ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ (ที่มา :สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ)ซึ่งไม่เพียงเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น แต่ทั่วโลกโดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วก็จะมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น เช่น ญี่ปุ่น ยุโรป อเมริกาและประเทศในกลุ่มนอร์ดิก เช่น ไอซ์แลนด์ และฟินแลนด์ เป็นต้น



ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนของจำนวนผู้สูงอายุในประเทศกับจำนวนธุรกิจดูแลผู้สูงอายุจะเห็นได้ว่าธุรกิจดูแลผู้สูงอายุยังคงขาดแคลนและโตไม่ทันตามความต้องการของตลาดจึงได้สั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเร่งพัฒนาธุรกิจดูแลผู้สูงอายุในประเทศให้มีระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและมีมาตรฐานเทียบเท่าระดับสากลพร้อมหาวิธีสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจเข้ามาลงทุนในธุรกิจดูแลผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยรองรับจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นเท่านั้นแต่ยังเป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยให้ได้รับการดูแลที่ดีขึ้นนอกเหนือจากรัฐสวัสดิการที่รัฐบาลได้จัดสรรให้และถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้สูงอายุในการใช้ชีวิตหลังวัยเกษียณซึ่งปัจจุบันบุตรหลานมักจะเลือกใช้บริการธุรกิจดูแลผู้สูงอายุในประเทศในการดูแลบุพการีหรือผู้สูงวัยฉะนั้น ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุของประเทศไทยจึงมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก



นอกจากนี้ยังนับเป็นโอกาสที่ดีของไทยในการสร้างรายได้เข้าประเทศจากธุรกิจดูแลผู้สูงอายุที่ชาวต่างชาติมักจะเดินทางเข้ามาใช้ชีวิตช่วงบั้นปลายในประเทศไทยเนื่องจากไทยมีความพร้อมและมีความได้เปรียบหลายด้าน เช่น คนไทยมีหัวใจรักบริการค่าใช้จ่ายมีความสมเหตุผล มีสถานที่ท่องเที่ยวและสถานที่พักผ่อนที่หลากหลายนอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีสถานบริการทางการแพทย์และสถานบริการสุขภาพที่ครบครันซึ่งจากองค์ประกอบที่ครบถ้วนนี้ทำให้ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุของไทยสามารถตอบโจทย์ผู้สูงอายุจากทั่วทุกมุมโลกได้ครบทุกมิติ



อย่างไรก็ตาม การที่ประเทศไทยจะก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางธุรกิจดูแลผู้สูงอายุในระดับภูมิภาคได้จำเป็นต้องมีบุคลากรที่มีความรู้และทักษะเฉพาะ ได้แก่ แพทย์ พยาบาลผู้ช่วยการพยาบาล นักกายภาพบำบัด นักโภชนาการ และนักกิจกรรมบำบัด รวมทั้งต้องมีสถานบริการและการบริหารจัดการที่ได้มาตรฐานสากลซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะเข้ามาดูแลเรื่องมาตรฐานการบริหารจัดการฯโดยเน้นการส่งเสริมพัฒนาให้มีมาตรฐานคุณภาพการบริหารจัดการธุรกิจ ประกอบด้วย 1.การสร้างองค์ความรู้และเสริมสร้างศักยภาพด้านการบริหารจัดการ 2. พัฒนาธุรกิจบริการสู่เกณฑ์มาตรฐานคุณภาพตามแนวทางของรางวัลคุณภาพแห่งชาติ(Thailand Quality Award : TQA) 3.สร้างโอกาสทางการตลาดและเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจดูแลผู้สูงอายุที่มีศักยภาพกับตลาดผ่านแพลทฟอร์มหรือ ช่องทางการตลาดของกลุ่ม Startup ที่เกี่ยวข้อง

"ทั้งนี้ ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุเกี่ยวเนื่องและก่อเกิดรายได้ต่อเนื่องกับธุรกิจหลากหลายประเภท เช่นบริการออกแบบที่พักอาศัย การท่องเที่ยว บริการความงาม โรงพยาบาล ประกันสุขภาพประกันชีวิต โรงเรียนสอนบุคลากรดูแลผู้สูงวัย การค้าออนไลน์ การทำธุรกรรมออนไลน์และการบริการหลังความตาย ฯลฯ เป็นต้น ดั้งนั้นการเติบโตของธุรกิจดูแลผู้สูงอายุจึงเป็นการขยายโอกาสทางธุรกิจให้แก่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องด้วยเช่นกัน"



อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังมีประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นคู่แข่งทางธุรกิจด้านดูแลผู้สูงอายุหากผู้ประกอบการไทยต้องการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันที่เหนือกว่าควรมีการติดตาม ศึกษา วิเคราะห์เปรียบเทียบกับคู่แข่งอยู่เสมอมีการพัฒนารูปแบบการให้บริการเพื่อสร้างความแตกต่าง นำนวัตกรรมมาช่วยบริหารจัดการซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจ ตลอดจนเป็นการยกระดับให้ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุสามารถแข่งขันได้ในระดับสากลพร้อมผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของธุรกิจดูแลผู้สูงอายุในระดับภูมิภาค



ปัจจุบันธุรกิจดูแลผู้สูงอายุในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 5 รูปแบบ คือ 1. บ้านพักคนชรา (residential Home)  2.สถานบริการช่วยเหลือในการดำรงชีวิต (AssistedLiving) 3. สถานบริบาล (Nursing Home) 4.สถานดูแลระยะยาวในโรงพยาบาล (Long-term Care Hospital) และ5. สถานดูแลระยะสุดท้าย (Hospice Care)

ข่าวล่าสุด