รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ผู้ช่วยอธิการบดีและประธานกรรมการคณะอาชญวิทยาฯ ม.รังสิต วิเคราะห์ ถึงกรณีคดีการฆาตกรรมนายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ ว่า ดูจากลักษณะของการก่อเหตุที่พบถังน้ำมันขนาด200ลิตร พบเหล็กเส้น และพบชิ้นส่วนกระโหลกศรีษะ ทำให้เชื่อได้ว่า คนร้ายน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 2คนแน่นอน เพราะการแบกถังน้ำมันได้จะต้องใช้ไม่ต่ำกว่า2คน และหากคนจะก่อเหตุฆ่าแล้วนำมาศพมาทำลายอีก ก็ต้องมีไม่ต่ำกว่า2คนที่จะทำ และก็ไม่ใช่ว่าแค่คน2คนจะทำได้ทุกอย่างคนเดียว และจะต้องการขั้นตอนการในนำตัวมา ขั้นตอนการสั่งการว่าจะเอาตัวไปไหนยังไง จึงเชื่อได้ว่าคนที่ก่อเหตุต้องมีไม่น้อยกว่า2คน และเมื่อทำการสอบปากคำผู้ที่เกี่ยวข้อง และผู้ที่พบตัวของบิลลี่ครั้งสุดท้าย จนพบพิรุธของคำให้การได้ ก็จะทำให้ไปถึงคนสั่งการได้อย่างแน่นอน
ส่วนการพบในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานนั้นมองว่า การนำถัง200ลิตรเข้าไปไม่ใช่เรื่องง่าย คนธรรมดาคนเดียวคงแบกไปไม่ได้ เพราะถ้าจะเข้าอุทยานยังมีเจ้าหน้าที่มาสอบถาม ดังนั้นเป็นไปได้ว่า คนที่ทำลักษณะนี้ได้น่าจะมีความเกี่ยวข้อง หรือรู้เห็นกับคนในพื้นที่
ส่วนจุดที่พบหลักฐานถังน้ำมัน ทำให้มองตามหลักพฤติกรรมศาสตร์ ได้ว่า ถ้าคิดจะซ่อนเร่น ปิดบังอำพรางทำลายศพ จะเลือกสถานที่ที่คุ้นเคย รวมจุดที่ทิ้งศพ จะไม่เลือกเดินทางไกล เพราะจะมีร่องรอยหลงเหลือระหว่างทางทำให้นำไปสู่การสืบสวนติดตามได้ ดังนั้นจึงทำให้เกิดการรีบทำลายหลักฐาน ทั้งนี้หากสันนิษฐานว่าถูกเผาทำลายบริเวณนั้น การเผาทำลายในแก่งกระจานคงไม่ทำกลางวัน เพราะคนเยอะ และถ้าทำกลางคืน จะต้องมีแสงไฟ ใช้เวลาหลายขั่วโมง และแค่ทำกับข้าว ยิงปืน ยังมีคนได้ยินเสียง ดังนั้นเป็นที่ตั้งข้อสังเกตุว่า ระหว่างเผาเกิดเปลวไฟ จะไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนรับรู้รับทราบเลยหรือไม่
รวมถึงผู้ก่อเหตุ มีความชำนาญในระดับหนึ่ง ทั้งลักษณะของการเจาะรู การใช้เชื้อเพลิงในการเผา แต่ก็ยังหลงเหลือร่องรอย ซึ่งผู้ก่อเหตุอาจจะเห็นว่า การทิ้งถังน้ำมันใจจุดลึกที่สุดถายในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และ คิดว่าคนไม่น่าจะหาพบ นั้นหมายความว่าคนที่ทิ้งถัง น่าจะรู้พื้นที่ว่าจุดนี้คือร่องน้ำลึก
ทั้งนี้จะยากหรือไม่ที่จะสืบหาตัวคนร้ายหรือไม่นั้น พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ บอกว่า ก็ขึ้นอยู่กับหลักฐานที่พบ จะเชื่อมโยงไปยังพยานบุคคลใครบ้าง และเชื่อมโยงไปยังหลักฐานทางเทคโนโลยี ซึ่งน่าเชื่อว่า น่าจะมีการเก็บภาพกล้องวงจรปิด สอบปากคำพยาน ในช่วงเวลานั้น และเป็นลักษณะของการสืบสวนจากปลายทางที่พบหลักฐาน ย้อนกลับขึ้นมา ซึ่งจะทำให้หลักฐานต่างๆนั้น นำมาต่อจิกซอร์ให้ศาลได้เห็น และรวมถึงผลทางนิติวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะการตรวจดีเอ็นเอด้วยไมโทรคอนเดีย เป็นวิธีพิเศษ ซึ่ง99.9% ถูกต้อง ดังนั้นจะมีน้ำหนักในชั้นศาลมาก หากนำผู้เชี่ยวชาญเฉพาะไปเบิกความ และนิติวิทยาศาสตร์ ก็เป็นอีกหนึ่งความสำคัญของคดีนี้ที่จะนำไปสู่การหาตัวผู้ก่อเหตุ รวมถึงพยานหลักฐานอื่นๆที่จะนำมาต่อจิกซอร์ประกอบกันด้วย