ซึ่งต่อมาได้ดำเนินการติดตามจับกุมตัวได้แล้วจำนวน 7 คน คงเหลือเพียง นางสาวนภภัสสร ที่ยังคงหลบหนีอยู่ กระทั่งเมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมาทางตำรวจได้ทำการสืบสวนจนทราบว่า นางสาวนภภัสสร ได้หลบหนีการจับกุม ไปกบดานที่ จังหวัดสมุทรสาคร จึงได้ติดตามจับกุม ได้ที่ บริเวณริมถนนราษฎร์พัฒนา 6 ก่อนควบคุมตัวสอบสวนที่ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ
จากการสอบสวน นางสาววารุณี ผู้ต้องหา ให้การรับสารภาพว่า ก่อนหน้านี้ตนถูกหลอกมาทำงานที่สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเป็นแม่บ้าน เมื่อเดินทางไปถึง ปรากฎว่าถูกบังคับให้ทำงานเป็นคอลเซ็นเตอร์ เพื่อหลอกลวงเหยื่อ โดยมีคนจีนคอยคุมซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าได้ทำหน้าที่คอลเซ็นเตอร์จริง โดยได้หลอกลวงผู้เสียหายว่าเป็นเจ้าหน้าที่ด้านสินเชื่อบัตรเครดิต ของธนาคาร หลังจากนั้นจะมีผู้ต้องหารายอื่นที่ทำหน้าที่คอลเซ็นเตอร์ สมอ้างเป็นเป็นเจ้าหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย ติดต่อผู้เสียหายต่อเพื่อสร้างสถานการณ์ให้สมจริง ก่อนจะให้ผู้ต้องหาที่ทำหน้าที่คอลเซ็นเตอร์อีกรายติดต่อเพื่อแนะนำวิธีการทำรายการหน้าตู้เอทีเอ็ม โดยที่ผ่านมา ได้หลบหนีคดีมาเกือบ 10 ปี ซึ่งเจ้าตัว รู้ตัวมาโดยตลอดว่าตนเองอยู่ระหว่างถูกติดตามจับกุม จึงพยายามย้ายที่อยู่ และปกปิดข้อมูลส่วนตัว เพื่อให้ยากแก่การติดตามจับกุม กระทั่งล่าสุดเพิ่งย้ายมาทำงานโรงงานแถว จังหวัดสมุทรสาครได้ไม่กี่วัน จนมาถูกจับกุมดังกล่าว
อย่างไรก็ตามทางตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อต่อคำให้การต้องทำการสอบสวนอย่างละเอียดอีกครั้งเบื้องต้นแจ้งข้อหา "ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น , ร่วมกันใช้บัตรอีเล็คทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบในประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน อันเป็นการกระทำเกี่ยวกับบัตรอีเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิ์ใช้เพื่อประโยชน์ในการชำระสินค้า ค่าบริการ หรือหนี้อื่นแทนการชำระด้วยเงินสดหรือเบิกถอนเงินสด" ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป