เนชั่นทีวี

ข่าว

ไทยครองตำแหน่งส่งออกแอร์และชิ้นส่วนอันดับ 2 ของโลก

02 ก.ย. 2562 | orawan_jan

ไทยครองตำแหน่งส่งออกแอร์และชิ้นส่วนอันดับ 2 ของโลก

"พาณิชย์" ชี้ ไทยครองตำแหน่งผู้ส่งออกเครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วนเป็นอันดับที่ 2 ของโลกรองจากจีน ระบุผลจากเอฟทีเอดันมูลค่าการส่งออกขยายตัวต่อเนื่อง แนะผู้ประกอบการส่งออกไปตลาดดาวรุ่งมาแรงอย่างอาเซียนและอินเดีย ที่มีมูลค่าเติบโตสูงลิ่วเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนมีเอฟทีเอถึง 4,017 % และ 1,204 %

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า สินค้าเครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วนถือเป็นสินค้าส่งออกสำคัญอันดับต้นที่สร้างเม็ดเงินเข้าประเทศจำนวนมากโดยปัจจุบันไทยเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกเครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วนเป็นอันดับที่ 2 ของโลก รองจากจีน คิดเป็นร้อยละ 13.8 ของมูลค่าส่งออกทั้งโลก โดยที่ผ่านมามูลค่าการส่งออกเครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วนของไทยเติบโตอย่างต่อเนื่องถึงแม้ว่าในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2562 สภาวะเศรษฐกิจจะชะลอตัว แต่การส่งออกเครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วนของไทยยังขยายตัวต่อเนื่องมีมูลค่า 3,105.1ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ร้อยละ 0.60 ตลาดส่งออกสำคัญและส่วนแบ่งตลาด ได้แก่ อาเซียนร้อยละ 24.11รองลงมาคือ สหภาพยุโรป ร้อยละ 21.35 ญี่ปุ่น ร้อยละ 7.86 สหรัฐฯ ร้อยละ 7.38 และอินเดีย ร้อยละ 7.06 เป็นต้น ส่วนสินค้าส่งออกสำคัญ อาทิเครื่องปรับอากาศแบบติดหน้าต่างหรือติดผนัง

ทั้งนี้ ความตกลงการค้าเสรี หรือเอฟทีเอเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการขยายตัวของการส่งออกเครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วนโดยปัจจุบัน ประเทศคู่เอฟทีเอ 15 ประเทศ ได้แก่ อาเซียน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ชิลี เปรูและฮ่องกง ไม่เก็บภาษีนำเข้าสินค้าเครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วนจากไทยแล้วเหลือเพียง 3ประเทศ คือ เกาหลีใต้ จีน และอินเดีย ที่ลดเลิกภาษีนำเข้าให้ไทยบางส่วนแต่ยังคงเก็บภาษีนำเข้าบางรายการ เช่น เกาหลีใต้เก็บภาษีเครื่องปรับอากาศแบบติดหน้าต่างหรือผนัง ร้อยละ 8 จีน เก็บภาษีเครื่องปรับอากาศในยานยนต์ ร้อยละ 5 และอินเดีย เก็บภาษีเครื่องปรับอากาศในยานยนต์ร้อยละ 5 เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ไทยมีเอฟทีเอฉบับแรกกับอาเซียนในปี2535 จนถึงปี 2561ยอดการส่งออกเครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วนของไทยสู่ตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นถึง ร้อยละ 1,750โดยเป็นมูลค่าการส่งออกจากไทยไปยังประเทศคู่ค้าที่ไทยมีเอฟทีเอด้วยถึง 2,975.2 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 55.45ของการส่งออกเครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วนของไทยทั้งหมด หากแยกรายตลาดพบว่าตั้งแต่ความตกลงเอฟทีเอมีผลใช้บังคับจนถึงปี 2561มูลค่าการส่งออกสินค้าเครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วนของไทยไปประเทศคู่เอฟทีเอขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกตลาดเช่น อาเซียน มูลค่า 1,350.4 ล้านเหรียญสหรัฐ (ร้อยละ 4,017) ญี่ปุ่น มูลค่า 433.4 ล้านเหรียญสหรัฐ (ร้อยละ 83) อินเดีย มูลค่า 339.1 ล้านเหรียญสหรัฐ (ร้อยละ 1,204) ออสเตรเลีย มูลค่า 507.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (ร้อยละ 120) และเกาหลีใต้ มูลค่า 138.3 ล้านเหรียญสหรัฐ (ร้อยละ 834) เป็นต้น ซึ่งสอดคล้องกับสถิติปี 2561ที่พบว่าผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอในการส่งออกเครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วนไปยังประเทศคู่เอฟทีเอสูงมากเป็นอันดับที่8จากรายการสินค้าที่ใช้สิทธิทั้งหมด

นางอรมน เพิ่มเติมว่า ตลาดอาเซียนและอินเดียเป็นตลาดดาวรุ่งที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ เพราะยอดการส่งออกมีอัตราการเติบโตสูงลิ่วสอดคล้องกับสถานการณ์การเติบโตของภาคอสังหาริมทรัพย์ในอาเซียนและอินเดียที่เติบโตขึ้นส่งผลให้เกิดความต้องการใช้เครื่องปรับอากาศตามมาด้วย  ซึ่งกรมฯพร้อมเดินหน้าผลักดันให้ประเทศคู่ค้าเปิดตลาดสินค้าเครื่องปรับอากาศเพิ่มเติมให้ไทยภายใต้การเจรจาเอฟทีเอกรอบต่างๆทั้งในปัจจุบัน และที่อยู่ระหว่างการเจรจา เช่นการเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป)รวมถึงการเจรจาเอฟทีเอกับคู่ค้าในอนาคต เช่น สหภาพยุโรปซึ่งเป็นตลาดส่งออกสินค้าเครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วนที่สำคัญของไทย

"เชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศที่มีศักยภาพและแข็งแกร่งของไทยรวมถึงความได้เปรียบด้านภาษีภายใต้เอฟทีเอจะช่วยเพิ่มโอกาสการส่งออกเครื่องปรับอากาศและชิ้นส่วนของไทยทะยานแซงหน้าจีนขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของโลกได้ไม่ยาก ดังนั้นผู้ประกอบการควรพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเครื่องปรับอากาศให้ทันสมัยอยู่เสมอ คำนึงถึงความต้องการของตลาดรวมถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน อาทิ การใช้เทคโนโลยีอินเวอร์เตอร์(Inverter) รวมทั้งใช้ประโยชน์จากการส่งออกด้วยความตกลงเอฟทีเอให้เต็มที่"นางอรมน กล่าว

ข่าวล่าสุด