นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า หลังจากที่นายบอริสจอห์นสัน นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของสหราชอาณาจักร เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมีความเป็นไปได้สูงที่สหราชอาณาจักรจะออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป(อียู) แบบไม่มีข้อตกลง (no-deal) ในวันที่ 31 ตุลาคม 2562
และการที่สหราชอาณาจักร ได้ประกาศอัตราภาษีนำเข้าที่จะใช้เป็นการชั่วคราว (เป็นเวลา1 ปี) กับประเทศคู่ค้าต่างๆ ภายหลังออกจากการเป็นสมาชิกอียูแล้ว โดยประเทศอื่นๆรวมทั้งไทยที่ยังไม่มีความตกลงการค้ากับสหราชอาณาจักรจะถูกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราเดียวกัน โดยสหราชอาณาจักรจะเก็บภาษีที่ร้อยละ 0 หรือยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้ากับสินค้ากว่าร้อยละ 87 ของรายการสินค้าทั้งหมด สำหรับสินค้าที่เหลือ เช่น ผลิตภัณฑ์สัตว์ปีก (ไก่และเป็ด) เนื้อหมู เนื้อแกะ ข้าวน้ำตาล เซรามิก รถยนต์ เอธานอล เนย และชีส เป็นต้น
ทั้งนี้ สหราชอาณาจักรจะยังคงเก็บภาษีนำเข้าอยู่ แต่จะเก็บในอัตราที่เท่ากันหรือต่ำกว่าที่เคยเก็บตอนที่ยังเป็นสมาชิกอียู ซึ่งจะเป็นผลดีต่อผู้ส่งออกไทย เพราะสินค้าส่วนใหญ่ที่ไทยส่งออกจะสามารถแข่งขันกับสินค้าจากประเทศอื่นๆ จากที่อาจเคยเสียเปรียบ เพราะไม่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีแบบจีเอสพี (GSP) หรือไม่ได้รับแต้มต่อภาษีในกรอบเอฟทีเอ
ดังนั้นผู้ประกอบการและผู้ส่งออกไทยควรศึกษาตลาดและแสวงหาโอกาสจากการยกเลิกภาษีของสหราชอาณาจักร โดยเฉพาะสินค้าที่ไทยมีศักยภาพเช่น อัญมณี เครื่องนุ่งห่ม เครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ยาง และอาหารสำเร็จรูป เป็นต้น
นอกจากนี้ คาดว่าภายหลังเบร็กซิทสหราชอาณาจักร จะปรับกฎระเบียบการค้า และการลงทุนให้ยืดหยุ่นและผ่อนคลายกว่ากฎระเบียบของอียู เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ และเพื่อให้ภาคการผลิตและการค้าของสหราชอาณาจักรเกิดความต่อเนื่อง
นอกจากนั้น สหราชอาณาจักรจะยกเลิกการเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด(Anti-dumping : AD) กับสินค้าไทย 4 รายการที่เคยถูกเก็บในช่วงที่สหราชอาณาจักรเป็นสมาชิกอียู เช่น ข้าวโพดหวาน ตาข่ายใยแก้ว รถลากพาเล็ท และข้อต่อท่อเหล็กอบเหนียวสลักเกลียว เป็นต้น
นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมจากการประเมินและวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ แล้ว เชื่อว่าการออกจากสมาชิกอียูของสหราชอาณาจักรแบบไม่มีข้อตกลงจะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ประกอบการไทย ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองขององค์กรการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD)ที่ประเมินว่าจะเป็นผลบวกต่อไทย
เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการส่งออกและจะสามารถช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดในสหราชอาณาจักรได้เพิ่มขึ้นถึง 3,930ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 107 ของการส่งออกไป สหราชอาณาจักร
สำหรับสินค้าที่สหภาพยุโรปกำหนดโควตาภาษีกับไทย อาทิ มันสำปะหลัง แป้งมันสำปะหลัง ข้าวขาว ข้าวกล้อง ข้าวหัก ผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกปลากระป๋อง
ขณะนี้ไทยอยู่ระหว่างเจรจากับอียูเเละสหราชอาณาจักรเรื่องการปรับโควตาภาษีใหม่ภายใต้ข้อผูกพันองค์การการค้าโลก(WTO) จากกรณีเบร็กซิท เพื่อให้ไทยได้รับจัดสรรปริมาณโควตารวม (อียูและสหราชอาณาจักรรวมกัน)ไม่น้อยกว่าเดิม สะท้อนปริมาณการค้าจริงระหว่างไทยกับสมาชิกอียูที่เหลือ 27 ประเทศและสหราชอาณาจักรให้มากที่สุด
ขณะเดียวกัน กรมฯ อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้และหารือกับฝ่ายสหราชอาณาจักรเรื่องโอกาสที่จะจัดทำความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ร่วมกันในอนาคตหลังเบร็กซิท