เพราะหากเปิดไปดูรัฐธรรมนูญได้เขียนใน เรื่องการย้ายพรรค ไว้เพียงแค่ 2กรณีคือ
1. พรรคขับออกจากการเป็นสมาชิก ต้องหาพรรคใหม่ภายในเวลา30วัน
2. ศาลมีคำสั่งยุบพรรค ซึ่งต้องไปหาพรรคใหม่ภายใน 60 วัน
ทว่าประเด็นนี้แม้แต่ "วิษณุ เครืองาม" รองนายกฯฝ่ายกฎหมายเอง ถึงขั้นเอ่ยปากว่า "ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร" เพราะ กรณีของไพบูลย์ ไม่เข้า 3 เงื่อนไขตามที่ระบุไว้ นั่นคือ
1.ประเด็นการขาดจากการเป็นส.ส.ซึ่งกฎหมายระบุว่า จะต้องเกิดจากการลาออก หรือถูกชี้มูลความผิด
2.การหาพรรคใหม่สังกัดภายใน30วัน ที่จะต้องเกิดขึ้นเมื่อพรรคขับออกจากการเป็นสมาชิก
3.ศาลมีคำสั่งยุบพรรค ที่ต้องไปหาพรรคใหม่ภายใน 60 วัน
ปัญหาอยู่ที่ว่า กรณีของไพบูลย์นั้น ไม่เข้าเงื่อนไข 3 ข้อตามที่ยกมา สรุปง่ายคือ ในมุมของ "รองนายกฯวิษณุ" มองว่า ไพบูลย์ยังไม่ขาดสมาชิกภาพการเป็น ส.ส. แต่เขาก็ไม่เข้าข่ายที่สามารถย้ายพรรคได้เช่นกัน
ขณะที่ในมุมของ รองเลขากกต. "ณัฏฐ์ เล่าสีห์สวกุล" ดูเหมือนว่า จะเห็นตรงกันกับรองวิษณุในประเด็นสมาชิกภาพการเป็นส.ส. ที่มองว่า การขอเลิกกิจการพรรคการเมืองของไพบูลย์ เป็นการดำเนินการตาม มาตรา 91 (7) ของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ซึ่งเขียนไว้ในวรรคท้ายว่า "เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองสมาชิกที่เป็น ส.ส.ให้ถือว่าการสิ้นสภาพของพรรคการเมืองตามมาตรานี้ เป็นการถูกยุบพรรค"นั่นหมายความว่า ไพบูลย์จะต้องหาพรรคใหม่สังกัดภายใน 60วัน แต่ปัญหาคือ ไพบูลย์ไม่ได้อยู่ในสถานะ ส.ส.เพียงอย่างเดียว แต่เขายังอยู่ในฐานะหัวหน้าพรรค ซึ่งมาตรา95วรรค2 ของพ.ร.ป.พรรคการเมือง ระบุว่า หัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคที่สิ้นสภาพ ยังคงต้องปฏิบัติหน้าที่อยู่จนกว่าการชำระบัญชีจะแล้วเสร็จ ซึ่งกฎหมายระบุให้ดำเนินการภายใน 180วัน ปัญหาจึงอยู่ที่หากมีการชำระบัญชีเสร็จเกิน 60 นับตามกำหนดที่ส.ส.จะต้องหาพรรคใหม่สังกัด
นั่นหมายความว่า ไพบูลย์จะต้องสิ้นสุดสถานะความเป็นส.ส.ไปโดยปริยายหรือไม่?
ประเด็นนี้คงต้องไปลุ้นกันที่ศาลรัฐธรรมนูญที่จะมีการชี้ขาดตามที่กกต.เสนอ รวมถึงการชำระบัญชีว่าจะทันเส้นตาย60วันในการย้ายพรรคหรือไม่ เพราะไม่เช่นนั้นไพบูลย์อาจต้องฝันค้างที่จะย้ายไปอยู่ในค่ายพปชร.ด้วยโปรเดิมในฐานะส.ส.บัญชีรายชื่อ!!