สุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส ระบุ การต่อสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้บีทีเอส มีจุดเริ่มต้นจากการที่รัฐบาลและกรุงเทพมหานคร หรือ กทม.พยายามทำประโยขน์เพื่อประชาชน และแก้ปัญหารถไฟฟ้าสายสีเขียว เพราะกทม.ต้องจ่ายหนี้ค่าก่อสร้างงานโยธาให้กับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม.
ปัจจุบัน การเดินรถส่วนต่อขยายจากสถานีอ่อนนุชไปยังสมุทรปราการ และจากสถานีตากสินไปบางหว้า ยังประสบปัญหาขาดทุน โดยแต่ละส่วนมีค่าแรกเข้า และคิดค่าโดยสารตามระยะทาง เท่ากับว่ารถไฟฟ้าสายสีเขียวที่มีระยะทางประมาณ 70 กิโลเมตร จะมีค่าโดยสารสูงสุดที่ 158 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ภาครัฐเห็นว่าเป็นภาระกับประชาชน จึงต้องการให้อัตราสูงสุดตลอดสายไม่เกิน 65 บาท และประชาชนสามารถใช้บริการได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องออกจากระบบและซื้อตั๋วใหม่
โจทย์ที่บีทีเอสได้รับคือทำอย่างไรให้ค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 65 บาท และภาระหนี้สินของกทม.ในปัจจุบันและอนาคตประมาณ 1 แสนล้านบาทจะทำอย่างไร จึงเป็นที่มาของการเจรจาขยายสัมปทาน 30 ปี ระหว่างกทม.กับบีทีเอส
ปัจจุบันบีทีเอสได้จัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งในช่วง 10 ปีเงินทั้งหมดจะอยู่ในกองทุนฯ ซึ่งบีทีเอสสามารถนำรายได้ในอนาคตมาใช้ จึงเป็นที่มาว่าเหตุใดจึงต้องต่อสัมปทานอีก 30 ปี หลังปี 2572 เพราะจะนำรายได้ในอนาคตที่จะเกิดขึ้นหลังปี 2572 มาหาเงินกู้ หรือระดมทุนมาใช้ในส่วนนี้ ซึ่ง 10 ปีแรกที่มีภาระขาดทุน กทม.ต้องจ่ายดอกเบี้ยให้กระทรวงการคลังทุกปี
วันนี้บีทีเอสมีสัญญาจ้างเดินรถอยู่แล้ว ตรงนี้ก็เป็นข้อดี เพราะเมื่อพร้อมก็ทำงานได้ทันที เพราะมีรถพร้อมอยู่แล้ว สามารถเริ่มได้เลย เรื่องค่าโดยสาร หากลงนามสัญญารีบทำให้เร็วที่สุดเพื่อให้ค่าโดยสารไม่เกิน 65 บาท ยืนยันว่าตรงนี้ รัฐไม่ต้องอุดหนุนเลย ทุกอย่างอยู่ได้ด้วยตัวเอง
หากสุดท้ายแล้วการต่ออายุสัมปทาน 30 ปี ไม่ได้รับความเห็นชอบจากภาครัฐ ก็จะไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินงาน เพราะปัจจุบันมีสัญญาเดินรถอยู่แล้วจึงต้องปฏิบัติตามสัญญาในการรับจัดการเดินรถส่วนต่อขยายทั้งหมด
ขณะที่สัมปทานยังเหลืออีก 10 ปี จึงไม่น่ามีผลใดๆ แต่ยืนยันว่าสิ่งที่กทม.ดำเนินการ จะช่วยแก้ปัญหาให้ประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความสะดวกสบายในการเดินทาง หรือเรื่องของอัตราค่าโดยสารที่จะถูกลง และยังเป็นการแบ่งเบาภาระของภาครัฐ
แม้ว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ จะได้ข้อสรุปเรื่องการต่อสัมปทานบีทีเอสแล้ว แต่เรื่องดังกล่าวยังไม่ได้เป็นข้อยุติ เพราะสุดท้ายแล้วภาครัฐ โดยกระทรวงมหาดไทยจะต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาว่าจะเลือกแนวทางใดที่เป็นประโยชน์และลดภาระให้ประชาชนมากที่สุด