เสียงสะท้อนจากตัวแทนชาวนา ที่ร่วมประชุมร่วมกับ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำเขื่อนภูมิพล เมื่อไม่กี่วันที่มา บอกให้เรารู้ว่าปัญหาภัยเริ่มวิกฤต และสิ่งที่มาพร้อมกับความแห้งแล้ง คือความขัดแย้งในการแย่งชิงน้ำของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ ที่เดือดร้อนไม่ต่างกัน
1 ใน 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร ประภัตร โพธสุธน แก้ปํญหาน้ำเหลือน้อย ด้วยการจัดคิวน้ำ ให้สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันใช้น้ำระหว่างพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ
เขาบอกว่าให้จังหวัดที่อยู่ต้นน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา เช่น นครสวรรค์ กำแพงเพชร ที่มีแม่น้ำปิงไหลผ่าน ต้องหยุดสูบน้ำทำนา เพื่อให้มีน้ำไหลไปบริเวณพื้นที่ท้ายน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา เช่น อยุธยา อ่างทอง เพื่อให้มีน้ำปลูกข้าวอย่างทั่วถึง
ปัจจุบันทั้ง 2 เขื่อนใหญ่ ภูมิพล และสิริกิติ์ ต้องระบายน้ำออกมากกว่ามีน้ำเข้าเกือบ 4 เท่า นั่นหมายความว่า ถ้ายังไม่มีฝนตกลงมาเพิ่ม สถานการณ์ก็จะวิกฤตใกล้เคียงกับปี 2558 ที่กระทบไปถึงน้ำอุปโภคบริโภค และแหล่งน้ำดิบผลิตน้ำประปา
เราเดินทางไปที่รอยต่อจังหวัดกำแพงเพชร และพิจิตร พื้นที่ที่ได้รับข้อมูลว่า ชาวนาปิดถนนเรียกร้องกรมชลประทานให้ผันน้ำเข้าคลอง เราคุยกับชาวนากำแพงเพชร ที่รวมตัวกดดันขีดเส้น 7 วัน ให้กรมชลประทานผันน้ำเข้านาจำนวน 3 แสนไร่ที่เข้ากำลังตั้งท้องออกรวง
ชาวนาบอก ว่าเหลือเวลาอีกเพียงเดือนเดียวก็จะเก็บเกี่ยวได้ นี่เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ต้องมีน้ำไปเติมในทุ่ง เพื่อให้ผลผลิตออกมาดี และขายได้มากๆ มันเป็นความหวังเดียวของปีนี้ที่จะได้เงินมาใช้หนี้บางส่วน ที่สะสมมานาน เมื่อมีปัจจัยบีบคั้น ก็ไม่มีทางเลือกสำหรับ'ชาวนา'ที่จะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อนำน้ำเข้าทุ่ง
ท่ามการแก้ไขปัญหาเฉพาะ ประเดิม ตำแหน่ง 3 รัฐมนตรีช่วยเฏษตร เราได้เห็น การสั่งให้จังหวัดต้นน้ำ อย่าง กำแพงเพชร หยุดสูบน้ำจากแม่น้ำปิงเข้านา เพื่อให้มีน้ำไหลลงไปสู่พื้นที่ท้ายน้ำ แถวอยุธยา อ่างทอง
แต่สถานการณ์ที่เราเห็นในวันนี้ก็คือ... ชาวนากำแพงเพชร พิจิตร ยังกดดันให้กรมชลประทาน ผันน้ำเข้านาเป็นแสนๆ ไร่อย่างต่อเนื่อง สะท้อนปัญหาการจัดการภัยแล้ง ที่ยังคงวนเวียน อยู่ในรูปแบบเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง