นางสุชาดา กล่าวอีกว่า หลังจากเสียลูกสาวไปพ่อเขาเสียใจมาก พฤติกรรมเปลี่ยนไปเลย ซึมเศร้าอยู่เป็นปี ต่อมาไม่นานก็มาเสียสามีไปอีก เมื่อขาดเสาหลักของบ้านช่วงนั้นเครียดมาก ก็มานั่งคิดแล้วว่าชีวิตจะอยู่อย่างไร ก็ต้องหางานทำเพื่อมีรายได้มาจุนเจือตัวเอง เพราะตนไม่อยากไปพึ่งญาติพี่น้อง ทุกคนต่างก็มีภาระของเขา พยายามทำให้ตัวเองอยู่ได้ ถามว่าลำบากไหม ก็ลำบาก เครียดบ้างเป็นบางครั้ง ก็โชคดีที่ได้ผู้ใหญ่ใจดีที่นับถือท่านหนึ่งให้ความช่วยเหลือ ให้ไปช่วยทำงานก็พอทำให้มีรายได้มาเลี้ยงชีพตลอด 5-6 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้หลังเกิดเหตุก็ย้ายมาอยู่ที่บ้านยายย่านจรัญสนิทวงศ์ เพราะเราอยู่ที่เดิมไม่ได้ มาอยู่ตรงนี้ยังมีญาติ พี่น้อง คอยมาดูแลเราไม่ให้เราเหงา
นางสุชาดา กล่าวต่ออีกว่า ส่วนคู่กรณีนั้นหลังเกิดเหตุฝั่งคู่กรณีมาหาที่งานศพ แต่ตอนนั้นเรายังไม่พร้อมที่จะคุยเนื่องจากทุกคนอยู่ในอาการโศกเศร้า ทางญาติจึงไปบอกคู่กรณีให้กลับไปก่อน หลังจากนั้นคู่กรณีก็ไม่เคยมาพบอีกเลย ส่วนเรื่องคดีความตอนนี้ศาลท่านตัดสินมาถึงที่สุดแล้วก็ตามที่ศาลท่านพิจารณา เราเคารพการตัดสินของศาลทุกอย่าง เราปฏิบัติตามทุกอย่าง เขาควรจะทำอย่างไรมันอยู่ที่ฝั่งเขาแล้ว แต่ทางเขายังนิ่งเฉย จนเป็นข่าวขึ้นมาผู้คนจึงทราบว่าเรื่องมันยังไม่จบ