นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ช่องเนชั่นทีวี 22 ถึงกรณีผู้เสียหายในคดีแพรวายังไม่ได้ชดเชยค่าเสียหาย ทั้งที่ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแล้วนั้นว่า กรณีของคดีดังกล่าว เข้าใจว่าแยกเป็นคดีแพ่งไปฟ้องต่างหาก ซึ่งมันมีจุดอ่อนตรงที่ว่ามันไม่มีข้อกำหนดว่าให้เจ้าหน้าที่ของรัฐหน่วยใดที่จะเป็นผู้บอกกล่าวหรือแจ้งให้ผู้เสียหายทราบถึงสิทธิ์ในการเรียกค่าสินไหมทดแทน เพราะฉะนั้นผู้เสียหายจึงต้องดำเนินการเองเหมือนไปฟ้องคดีแพ่งเองอย่างเช่นในคดีนี้
หลังจากต่อสู้จนชนะคดีแพ่งศาลฎีกาตัดสินให้ชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยมีเวลา 30 วันที่จะดำเนินการตามคำพิพากษาในการชดใช้ค่าเสียหาย แต่ปรากฎว่าจำเลยไม่ชดใช้ตามกำหนดเวลาดังกล่าว จึงเป็นภาระของฝ่ายโจทย์ที่จำต้องไปยื่นคำร้องขอออกใบบังคับคดีเพื่อให้มีอำนาจในการสืบทรัพย์จำเลย ซึ่งในกระบวนการสืบทรัพย์มันต้องใช้เวลายิ่งทำให้เสียเวลามากขึ้น ที่สำคัญมันมีค่าใช้จ่าย ยิ่งไปซ้ำเติมผู้เสียหายซ้ำสองอีกหรือไม่
นายธวัชชัยอธิบายว่า ในกระบวนการสืบทรัพย์มันต้องใช้วิชาชีพ คนทั่วไปไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยตัวเอง ซึ่งต้องไปจ้างผู้ที่มีวิชาชีพเฉพาะมาทำการสืบทรัพย์ เมื่อได้มาแล้วจึงจะไปยื่นคำร้องบังคับคดีเพื่อที่จะทำการอายัดทรัพย์เหล่านั้น และหลังจากอายัดทรัพย์แล้วก็เข้าสู่กระบวนการบังคับคดี เช่น การขายทอดตลาด และถ้าทรัพย์นั้นเพียงพอตามคำพิพากษาก็ถือว่าจบ แต่ถ้าทรัพย์มีน้อยกว่าหรือไม่พอ ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการฟ้องล้มละลาย
ข้อแนะนำสำหรับคดีนี้ หากผู้เสียหายมีทนายความอยู่แล้วก็ดำเนินการต่อได้เลย แต่ถ้าเกิดว่าไม่สามารถดำเนินการได้ หรือดำเนินการด้วยตัวเองได้ กรณีคนจนคนด้อยโอกาสก็สามารถทำเรื่องขอทนายความจากกองทุนยุติธรรมเพื่อที่จะไปช่วยดำเนินการสืบทรัพย์ให้ได้ และคดีนี้ทราบว่าทางรัฐมนตรียุติธรรม และทางท่านปลัดยุติธรรมก็มีนโยบายเรื่องนี้อย่างชัดเจนแล้ว และมีการประสานงานกับทางกรมบังคับคดีแล้ว ถ้าเมื่อไหร่เรื่องนี้ไปถึงชั้นบังคับคดี อธิบดีบกรมบังคับคดี และทีมงานของท่านพร้อมที่จำดำเนินการอย่างรวดเร็ว