ขณะนี้ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการที่จะมาเจรจากับ บีทีเอสซึ่งเป็นผู้รับสัมปทาน โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งจะต้องเจรจาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ และเมื่อได้ข้อยุติแล้วให้ดำเนินการแก้ไขสัญญาสัมปทานกับผู้รับสัมปทานดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน และร่างสัญญาร่วมลงทุนฉบับแก้ไขทั้งนี้ คาดว่าการเจรจาน่าจะจบได้ในช่วงต้นเดือน ก.ย.นี้พร้อมลงนามในสัญญาสัมปทานใหม่ โดยเป็นไปตามกรอบเวลาที่ ม.44 กำหนดให้คณะกรรมการ ดำเนินการเจรจา ร่วมกับผู้รับสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีคำสั่งแต่งตั้ง และเมื่อได้ข้อยุติแล้วให้ดำเนินการแก้ไขสัญญาสัมปทานกับผู้รับ สัมปทานดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน
และตาม ม.44 ที่ให้ปรับค่าโดยสารตลอดสายสีเขียวไม่เกิน 65 บาท/เที่ยว ทั้งส่วนต่อขยายช่วงแบริ่ง -สมุทรปราการ และช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต จากปัจจุบันบริษัทมีการเก็บค่าโดยสาร 16-46 บาท/เที่ยว และรวมส่วนต่อขยายช่วงสะพานตากสิน-บางหว้า 15 บาท/เที่ยว และช่วงอ่อนนุช-แบริ่ง 15 บาท/เที่ยว โดยเส้นทางหลักตามสัญญาสัปทาน มีผู้ใช้บริการเฉลี่ย 29 บาท/เที่ยว ซึ่งเมื่อค่าโดยสารปรับลง ทำให้รายได้ลดลง ซึ่งต้องมีการตกลงกันก่อน คาดว่าในสัปดาห์หน้า คณะกรรมการ จะนำข้อเสนอมายังบีทีเอส
ปัจจุบันบีทีเอสมีผู้โดยสารเฉลี่ย 7.7 แสนเที่ยว/วัน โดยเมื่อวันศุกร์ที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา จำนวนผู้โดยสารขึ้นไปสูงสุดที่ 9.7 แสนเที่ยว/วัน โดยปีนี้คาดว่าจำนวนผู้โดยสารเติบโต 4- 5% จากปีก่อนไม่มีการเติบโตสำหรับรถไฟฟ้าสายสีเหลือง และสีชมพู ในส่วนต่อขยายของทั้งสองเส้นทาง ขณะนี้ได้เจรจากับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)แล้ว โดยมีอัตราผลตอบ แทนการลงทุน (IRR) ประมาณ 9-10% คาดว่าจะนำเข้าเสนอคณะกรรมการ รฟม.ในครั้งต่อไป
และในสัปดาห์หน้า คณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก จะมีการประชุมเพื่อคัดเลือกผู้ชนะโครงการ โดยบริษัทก็มีความหวังจะได้งานโครงการนี้