นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์เตรียมเดินหน้าพัฒนาเส้นทางสายไหมสู่แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศตามยุทธศาสตร์การสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่นโดยได้วางกลยุทธ์การพัฒนาผู้ประกอบการผ้าไหมของไทย 3 ภูมิภาค และมอบหมายให้นางลลิดาจิวะนันทประวัติ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ลงพื้นที่ 3 เส้นทาง ประกอบด้วย 1.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จ.อุดรธานี จ.กาฬสินธุ์ จ.ขอนแก่น 2. ภาคใต้ ได้แก่จ.ชุมพร จ.สุราษฎร์ธานี จ.นครศรีธรรมราช และ 3. ภาคเหนือ ได้แก่ จ.แพร่ จ.ลำพูนจ.เชียงใหม่
"การยกระดับผู้ประกอบการผ้าไหมของไทยให้มีความเข้มแข็งสามารถแข่งขันได้ในเชิงธุรกิจเชื่อมโยงเครือข่ายและการตลาดขนานไปตามเส้นทางแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ด้านการผลิต เทคนิคเฉพาะและอัตลักษณ์ผ้าไหมของแต่ละชุมชนเพื่อนำมาพัฒนาและปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้มีความสวยงามและทนทานรวมถึง หัวใจหลักของการพัฒนาต่อยอด คือการนำนวัตกรรมเข้ามาช่วยในการพัฒนาผ้าไหมของไทยให้มีความหลากหลาย ทันสมัยและดูแลรักษาง่าย ซึ่งจะเป็นการช่วยยกระดับผ้าไหมไทยให้มีมูลค่าสูงขึ้นและสามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้เป็นอย่างดี" นายวุฒิไกร กล่าว
สำหรับการพัฒนาผู้ประกอบการผ้าไหมจะเริ่มจากการอบรมบ่มเพาะเชิงปฏิบัติการ พัฒนาศักยภาพผลิตภัณฑ์ การค้าและการตลาดสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิต ผู้จัดหา นักออกแบบ และผู้ซื้อ รวมทั้งจัดกิจกรรมส่งเสริมภาพลักษณ์ผ้าไหมไทยเชื่อมโยงสู่แหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงทั่วประเทศเพื่อเป็นการสร้างการรับรู้และปรับเปลี่ยนทัศนคติ/สร้างความภาคภูมิใจเมื่อได้สวมใส่หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากผ้าไหม
นอกจากนี้ จากข้อมูลของกรมหม่อนไหมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พบว่า ประเทศที่ผลิตเส้นไหมมากที่สุดในโลก ได้แก่อันดับ 1 จีน อันดับ 2อินเดีย อันดับ 3 อุสเบกีสถาน อันดับ 4ไทย อันดับ 5 บราซิลซึ่งปัจจุบันสาธารณรัฐประชาชนจีนมีนโยบายเข้าสู่ประเทศอุตสาหกรรมโดยลดบทบาทภาคการเกษตรลง รวมทั้งสินค้าด้านหม่อนไหมซึ่งสามารถเป็นดัชนีบ่งชี้ปริมาณการผลิตเส้นไหมที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดโลกดังนั้น หากประเทศไทยมีการส่งเสริมและพัฒนาด้านหม่อนไหมอย่างเต็มที่ลดต้นทุนการผลิต การสร้างคุณลักษณะพิเศษที่ทำให้เกิดความแตกต่างและคงอัตลักษณ์ในการเป็นไหมไทยโดยแท้ที่เป็นเส้นไหมที่สาวด้วยมือก็จะทำให้ไหมไทยสามารถเจาะตลาดตลาดต่างประเทศได้ไม่ยากโดยเฉพาะตลาดอาเซียน
ด้านสถานการณ์การส่งออกและนำเข้าเส้นไหมผ้าไหม และผลิตภัณฑ์ไหมของประเทศไทย พบว่า ในปี2559มีมูลค่าส่งออกรวมทั้งสิ้น 489 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2558 มีมูลค่าลดลง 16.55% และมูลค่าการนำเข้า ปี 2559 รวมทั้งสิ้น863 ล้านบาท เมื่อเทียบกับปี 2558 มีมูลค่าเพิ่มขึ้น20.49%