กระทรวงพาณิชย์ ใช้เวทีไทยเฟกซ์เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการชาจากจังหวัดเชียงรายที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจีไอโชว์ศัยกภาพ หวังต่อยอดการส่งออกไปตลาดต่างประเทศ พร้อมแนะใช้สิทธิลดภาษีจากเอฟทีเออาเซียนและจีนบุกตลาด

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรมอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ได้นำผู้ประกอบการชาที่มีศักยภาพโดยเฉพาะผู้ประกอบการชาที่มีอัตลักษณ์พิเศษของไทย ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์(จีไอ)  จากจังหวัดเชียงรายร่วมงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มนานาชาติ หรือ ไทยเฟกซ์-เวิลด์ ออฟ ฟู้ด เอ็กซ์โป2019 เพื่อจัดเวิร์คชอปการปรุงชา การผสมชารวมถึงจัดบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติ กระบวนการผลิต และความพิเศษของชาไทยตลอดจนแสดงให้เห็นถึงการเชื่อมโยงชาไทยกับการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม

 




ทั้งนี้ จากการที่กรมได้ลงพื้นที่ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์ในช่วงที่ผ่านมานั้นพบว่า ชาของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ชาเชียงราย" เป็นชาชนิดเดียวที่ได้ขึ้นทะเบียนจีไอในไทยแสดงถึงความพิเศษของชาที่ปลูกในพื้นที่นี้ที่มีสภาพดิน อากาศ ระดับความสูงความลาดเอียงของพื้นที่ ตลอดจนกระบวนการผลิตที่ส่งผลให้ได้ชาที่มีความพิเศษและแตกต่างจากชาที่ผลิตจากแหล่งอื่นๆในโลกกรมจึงได้จัดสัมมนา ให้ความรู้และแนะนำช่องทางการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี(เอฟทีเอ) ที่ไทยทำกับประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะเอฟทีเอที่ไทยทำกับอาเซียนและจีนที่ได้มีการลดและเลิกการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าชาและผลิตภัณฑ์ชาจากไทย

 




"การนำผู้ประกอบการชาของไทยมาร่วมแสดงศักยภาพของสินค้าชาและผลิตภัณฑ์ในงานไทยเฟกซ์  จะช่วยส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ความพิเศษของชาไทยเพิ่มโอกาสในการทำตลาดไปสู่ตลาดต่างประเทศรวมถึงจะช่วยจับคู่ธุรกิจของผู้ประกอบการชากับคู่ค้าต่างประเทศ และเป็นการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับชาไทยให้ผู้ร่วมงานได้ทราบอีกด้วย"

 




สำหรับ  ในปี2561 ไทยมีผลผลิตชาสดประมาณ 93,309 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ร้อยละ 27.45แบ่งเป็นชาอัสสัม 84,231 ตัน (ร้อยละ 90.27 ของผลผลิตชาทั้งหมดของไทย) และชาจีน9,078 ตัน (ร้อยละ 9.73 ของผลผลิตชาไทย) โดยไทยส่งออกชา 2,743 ตัน ไปอินโดนีเซียสหรัฐฯ กัมพูชา และจีน และส่งออกผลิตภัณฑ์ชา 5,811 ตัน ไปสหรัฐฯ เมียนมา กัมพูชาและลาว