มาตามกันต่อกับประเด็นการเมืองที่ร้อนแรงตั้งแต่ยังไม่ตั้งรัฐบาล โดยทิศทางการเมืองที่ทุกฝ่ายจับตาอยู่ในขณะนี้ ก็คือการนัดประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี โดยจะเป็นการประชุมร่วมของ 2 สภา คือ สภาผู้แทนราษฎร กับวุฒิสภา ซึ่งมีสมาชิกเต็มจำนวนรวมกัน 750 คน ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต้องมีเสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่ง คือ 376 เสียงขึ้นไป

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline


ประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสนใจคือ พรรคการเมืองที่แย่งชิงจับขั้วตั้งรัฐบาลกันอยู่ 2 ขั้ว คือขั้วพลังประชารัฐ กับขั้วเพื่อไทย จะเสนอชื่อใครเข้าชิงตำแหน่ง

แน่นอนว่าพรรคพลังประชารัฐ จะเสนอชื่อ "บิ๊กตู่" พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ขึ้นชิงเก้าอี้นายกฯแน่นอน เพราะเป็นแคนดิเดตนายกฯเพียงคนเดียวของพรรค แต่ปัญหาอยู่ที่ขั้วเพื่อไทยว่าจะส่งใครชิงเก้าอี้นายกฯ เพราะข่าวที่ว่าจะเสนอชื่อ พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทยนั้น น่าจะเป็นข่าวโคมลอย เนื่องจากขัดต่อบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ

พลิกกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 159 กำหนดให้ ส.ส.เสนอชื่อบุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯ จากผู้ที่มีชื่ออยู่ในบัญชีของพรรคการเมืองที่ส่งให้ กกต.ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งเท่านั้น (ที่เรียกกันว่าบัญชี แคนดิเดตนายกฯ) ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ส่งได้ไม่เกิน 3 ชื่อ บางพรรคก็ส่งชื่อเดียว บางพรรคสองชื่อ หรือสามชื่อเต็มแม็กซ์เลยก็มี

รัฐธรรมนูญยังระบุด้วยว่า รายชื่อแคนดิเดตนายกฯที่จะเสนอได้ ต้องมาจากพรรคการเมืองที่มี ส.ส.ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น ซึ่งก็คือ 25 คน ฉะนั้นพรรคที่มี ส.ส.ไม่ถึง 25 คน จะไม่สามารถเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯของพรรคตนเองได้

ลุ้นหนักขั้วเพื่อไทยส่งใครชิงเก้าอี้นายกฯ

ย้อนดูรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ที่พรรคการเมืองเสนอช่วงก่อนเลือกตั้ง พบว่ามีพรรคการเมืองเสนอชื่อแคนดิเดต 46 พรรค จำนวนรายชื่อที่เสนอ 71 รายชื่อ ต่อมา กกต.ตรวจสอบคุณสมบัติแล้ว รับรองแค่ 68 รายชื่อจาก 44 พรรคการเมือง

เมื่อการเลือกตั้งผ่านพ้นไป จำนวน ส.ส.ทั้ง 2 ระบบที่ออกมาจนถึงขณะนี้ ปรากฏว่ามีพรรคการเมืองที่ได้ ส.ส.เกิน 25 คน และมีสิทธิ์เสนอชื่อแคนดิเดตขึ้นชิงเก้าอี้นายกฯได้เพียง 5 พรรคเท่านั้น คือ พรรคเพื่อไทย (136 เสียง) พรรคพลังประชารัฐ (116 เสียง รวมว่าที่ ส.ส.ใหม่) พรรคอนาคตใหม่ (81 เสียง รวมว่าที่ ส.ส.ใหม่) พรรคประชาธิปัตย์ (53 เสียง รวมว่าที่ ส.ส.ใหม่) และพรรคภูมิใจไทย (51 เสียง) จะเห็นได้ว่า พรรคเสรีรวมไทยที่มี พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส เป็นหัวหน้าพรรค และเป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรคด้วยนั้น ไม่มีสิทธิ์เสนอชื่อ พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ ได้ เนื่องจากได้ ส.ส.เพียงแค่ 10 ที่นั่ง

ปัญหาของพรรคการเมืองขั้วเพื่อไทยที่มีพรรคแนวร่วม 7 พรรคร่วมลงสัตยาบันกันไว้ ก็คือ มีพรรคที่สามารถเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯได้แค่ 2 พรรค คือ เพื่อไทย กับอนาคตใหม่ แต่ขั้วพรรคเพื่อไทยเคยประกาศเอาไว้ว่า จะสนับสนุนนายกรัฐมนตรีที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือเป็น ส.ส.เท่านั้น เพราะต้องการให้นายกฯมาจาก "คนใน" ไม่ต้องการ "คนนอก" เหมือน "บิ๊กตู่" พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ไม่ยอมลงเลือกตั้ง จากคำประกาศนี้เอง ทำให้ขั้วเพื่อไทยไม่สามารถเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯจากพรรคเพื่อไทยทั้ง 3 คนได้ ไม่ว่าจะเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ หรือ คุณชัยเกษม นิติสิริ ก็ตาม เพราะไม่มีใครได้เป็น ส.ส.เลย

ลุ้นหนักขั้วเพื่อไทยส่งใครชิงเก้าอี้นายกฯ

ส่วนคุณธนาธร หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ก็โดนศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ จากปัญหาคุณสมบัติการเป็นผู้สมัคร ส.ส. เพราะถูกกล่าวหาว่าถือหุ้นในกิจการสื่อมวลชน ที่สำคัญคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามว่าด้วยการถือหุ้นในกิจการสื่อสารมวลชนด้วย (ดูรัฐธรรมนูญมาตรา 160 วงเล็บ 6 ประกอบมาตรา 98 วงเล็บ 3) ซึ่งเป็นลักษณะต้องห้ามเรื่องเดียวกับที่คุณธนาธรถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่อยู่ในขณะนี้ จึงน่าสงสัยว่า จะสามารถเสนอชื่อคุณธนาธรชิงเก้าอี้นายกฯได้หรือไม่ เพราะคุณธนาธรก็เป็นตัวเลือกเดียวที่เหลืออยู่ในขณะนี้

ล่าสุดมีข่าวว่าขั้วเพื่อไทยอาจจะยืนยันเสนอชื่อคุณธนาธร โดยอ้างเหตุผลว่ายังมีสถานะเป็น ส.ส. และเป็นแคนดิเดตนายกฯ เพราะศาลยังไม่ได้วินิจฉัยว่าขาดสมาชิกภาพ ส่วนคุณหญิงสุดารัตน์ จริงๆ แล้วก็สามารถเสนอชื่อได้ เพราะผู้ดำรงตำแหน่งนายกฯไม่จำเป็นต้องเป็น ส.ส. (เหมือนบิ๊กตู่) แค่มีชื่อเป็นแคนดิเดตในบัญชีที่พรรคการเมืองเสนอเท่านั้น แต่มีรายงานว่า คุณหญิงสุดารัตน์ แสดงเจตนาไม่ให้เสนอชื่อตนเอง

เรื่องนี้กำลังสร้างปัญหาให้กับขั้วเพื่อไทย วันนี้ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย คุณภูมิธรรม เวชยชัย ก็ยอมรับว่า จากการพูดคุยกันของ 7 พรรคที่จับมือกัน ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะเสนอบุคคลใด และหากดูข้อกฎหมาย จะมีเพียงพรรคเพื่อไทยและพรรคอนาคตใหม่เท่านั้นที่สามารถเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้ เพราะต้องมี ส.ส.อย่างน้อย 25 คน

ก็ต้องรอดูว่าสุดท้ายขั้วเพื่อไทยจะตัดสินใจอย่างไร เพราะยังมีเวลา เนื่องจากการนัดวันประชุมเลือกนายกฯ ต้องรอให้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งประธานและรองประธานสภาก่อน จึงจะหารือเพื่อนัดวันได้ สำหรับวันนี้มีข่าวล่าสุดว่า สถานที่ประชุมเลือกนายกฯ จะใช้ห้องประชุมทีโอทีเหมือนเดิม แม้ในการประชุมวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเลือกประธานกับรองประธาน 3 นัดที่ผ่านมา มีปัญหาพอสมควรทั้งเรื่องความคับแคบ ห้องอาหาร และไม่มีห้องทำงานให้สมาชิก แต่ก็ไม่มีสถานที่ไหนเหมาะกว่านี้ โดยต้องมีการเสริมเก้าอี้เข้าไป 80 กว่าตัว เพื่อให้เพียงพอกับจำนวนสมาชิก 750 คน