วันที่ 19 พฤษภาคม ทางด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ทวีตข้อความ ว่า อิหร่านไม่ควรข่มขู่คุกคามต่อสหรัฐฯ อีก และหากอิหร่านต้องการสู้รบ นั่นจะหมายถึงจุดจบของอิหร่าน อย่างเป็นทางการ
การทวีตดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศในอ่าวเปอร์เซียที่ตึงเครียดขึ้นตั้งแต่เดือนที่แล้ว เมื่อสหรัฐฯ ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบิน พร้อมด้วยเรือพิฆาตเฉพาะกิจขนาดใหญ่นำโดยเรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ชั้นนิมิตซ์ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น เดินทางผ่านคลองสุเอซเข้าสู่น่านน้ำแถบตะวันออกกลางพร้อมฝูงอากาศยานอีกหลากหลายรุ่น รวมถึงเครื่องบินขับไล่และเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์บี-52
ในขณะที่ทางด้านอิหร่านนั้น ไม่ได้หวั่นเกรงการแสดงแสนยานุภาพครั้งนี้ของสหรัฐฯ แม้แต่น้อย เมื่อพวกเขาบอกว่า กองเรือของสหรัฐฯ นั้นเป็นเป้าหมาย มากกว่า และสงครามระหว่างสองประเทศในตอนนี้ไม่ใช่การสู้รบกันด้วยการใช้อาวุธ แต่เป็นการต่อสู้กันด้วยสงครามข่าวกรอง และ สงครามจิตวิทยา อีกทั้งการที่สหรัฐฯ เลือกทำแบบนี้ยิ่งสะท้อนความอ่อนแอด้านการบริหารนโยบายต่างประเทศของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ นั่นเอง
ด้านเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายคนภายใต้การนำของนายโนดัลด์ ทรัมป์ เองก็ยังคงมีความเห็นที่หลากหลายในกรณีการกำหนดแผนยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ ที่มีต่ออิหร่าน โดยนายจอห์น โบลตัน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง ต้องการให้นายโดนัลด์ ทรัมป์ ช้มาตรการเด็ดขาดทางทหาร ต่ออิหร่านให้เร็วที่สุด แต่เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย เพราะบรรดาเจ้าหน้าที่เหล่านั้นมองว่าในระยะยาวหากเกิดสงครามกับอิหร่านนั้น สหรัฐฯ จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบนั่นเอง ในขณะที่อีกด้านหนึ่งมีรายงานว่าจรวดลูกหนึ่งที่แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่าเป็นเพียงจรวดคุณภาพต่ำตกลงในกรีนโซนซึ่งเป็นพื้นที่ความมั่นคงสูงในกรุงแบกแดด เมืองหลวงของอิรัก แม้จรวดลำนั้นตกใกล้กับสถานเอกอัคราชทูตสหรัฐฯ แต่ไม่มีผู้ใดเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ และไม่มีทรัพย์สินในบริเวณนั้นได้รับความเสียหาย แต่จากเหตุการณ์ความตึงเครียดที่เกิดขึ้น
ขณะนี้ทางด้านบาห์เรน ได้มีการสั่งอพยพพลเมืองออกจากอิหร่านและอิรัก ทั้งหมด ในขณะที่ทางด้านบรรดาพนักงานชาวต่างชาติและชาวอิรักซึ่งถือสองสัญชาติประจำโรงกลั่นน้ำมันเอ็กซอนโมบิล ในจังหวัดบาสรา ทางตอนใต้ของอิรัก ทยอยอพยพออกจากพื้นที่เช่นกัน โดยความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงสัปดาห์เดียว หลังกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ สั่งอพยพนักการทูต ออกจากอิรัก
ด้านานายโมฮัมหมัด จาวาด ซารีฟ รมว.กระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ซึ่งอยู่ระหว่างเยือนกรุงปักกิ่ง ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าวว่าเขายังมองไม่เห็นแนวโน้มของการเกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเพราะไม่มีใครต้องการสิ่งนี้ ขณะที่พล.ต. ฮอสเซ็น ซาลามี ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน หรือไออาร์จีซี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าการสู้รบอย่างเปิดเผยด้วยการใช้อาวุธยังไม่มีแนวโน้มเกิดขึ้น แต่ตอนนี้ทั้งสองประเทศกำลังต่อสู้กันด้วยสงครามข่าวกรอง และสงครามจิตวิทยา
ผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน หรือไออาร์จีซี ยังกล่าวย้ำว่าการที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ เลือกเป็นฝ่ายกดดันในลักษณะนี้สะท้อนนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ที่กำลังอ่อนแอมากกว่า และก่อนหน้านั้นไม่นาน ไออาร์จีซีเคยวิจารณ์ด้วยว่า สื่อตะวันตกบางสำนัก มากกว่า ที่คอยโหมกระพือข่าวในเรื่องนี้ เพื่อสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชน และอาจมีเจตนาสร้างผลประโยชน์ให้กับบุคคลบางกลุ่ม
จากสถานการณ์ความตึงเครียดดังกล่าวทางด้านสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ หรือเอฟเอเอ ได้พูดถึงสำคัญต่อการเดินทางสัญจรทางอากาศทั่วโลก โดยให้บรรดาสายการบินพาณิชย์ ต่าง ๆ ที่จะต้องบินผ่านอ่าวเปอร์เซีย นั้นได้พิจารณาเลี่ยงเส้นทางการบิน ในบริเวณดังกล่าว ซึ่ง อาจจะทำให้เกิดการเข้าใจผิดว่าเป็นเครื่องบินทหาร และ อาจจะก่อให้เกิดโศกนาฎกรรม เช่นเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมา เมื่อกองทัพสหรัฐฯ เข้าใจผิด คิดว่าเครื่องบินโดสารพาณิชย์ของอิหร่าน เป็นเครื่องบินรบของกองทัพอิหร่าน หลังเกิดการสู้รบทางทะเลระหว่าง 2 ประเทศ ส่งผลให้ผู้ที่อยู่บนเที่ยวบินลำดังกล่าว เสียชีวิตหมดทั้งลำ 290 ศพ
ความวิตกเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดการสู้รบ เพิ่มสูงขึ้นนับตั้งแต่สหรัฐฯ สั่งเคลื่อนย้ายกองเรือรบบรรทุกเครื่องบิน และฝูงบินทิ้่งระเบิดทางยุทธศาสตร์ ไปยังน่านน้ำอ่าวเปอร์เซีย เพื่อต่อต้านภัยคุกคามจากอิหร่าน และสหรัฐฯ สั่งอพยพเจ้าหน้าที่การทูตส่วนที่ไม่จำเป็นออกจากอิรักนั่นเอง