รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ระบุถึงสาเหตุที่สถาบันการเงินยังปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการที่นำไม้ยืนต้นมาใช้เป็นหลักประกันไม่มากเนื่องจากสถาบันการเงินยังมีความไม่เชื่อมั่นเพราะไม่มีราคากลางที่นำมาใช้ประเมินราคาไม้ยืนต้นและยังไม่มีวิธีการดูแลทรัพย์สินกรณีที่สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อแล้ว
ปัญหาที่เกิดขึ้นในเรื่องของราคากลางไม้ยืนต้นกรมได้ประสานไปยังมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้จัดทำราคากลางไม้ยืนต้นเพื่อใช้ในการประเมินทรัพย์สินรวมทั้งจะมีการส่งเสริมให้เกษตกรรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์ในการนำไม้ยื่นเป็นหลักประกันกับสถาบันการเงินและให้สหกรณ์ช่วยกันดูแลทรัพย์สินหลังจากที่สถาบันการเงินอนุมัติการปล่อยสินเชื่อแล้ว
อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้สถาบันการเงินกรมได้นำสถาบันการเงินรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ณบริษัท สยามฟอเรสทรี ธุรกิจในเครือเอสซีจีแพคเก็จจิ้งเพื่อดูภาพรวมธุรกิจการรับซื้อไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้ที่จะเน้นการรับซื้อไม้โตเร็ว เช่นไม้ยูคาลิปตัส ซึ่งมีระยะเวลาปลูก 3 - 5 ปีและเป็นไม้ที่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศมีความต้องการใช้สูงจึงง่ายต่อการใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจมากขึ้น สำหรับต้นทุนการปลูกไม้ยูคาลิปตัสอยู่ที่600 บาท/ไร่ ซึ่งราคารับซื้อหน้าโรงงานอยู่ที่ 1,300-1,500 บาท/ตันโดยมีเกษตรกรปลูกไม้ยูคาลิปตัสประมาณ 70,000 ราย
ด้าน กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามฟอเรสทรี จำกัดมหาศาล ธีรวุตม์ ระบุว่า ราคารับซื้อไม้ยูคาลิปตัสปัจจุบันอยู่ที่ตันละ 1,400 บาท โดยบริษัทจะรับซื้อมากกว่า 3 ล้านตันจากผลผลิต 7-8 ล้านตัน ดังนั้นหากโครงการไม้ยืนต้นมาใช้เป็นหลักประกันเป็นที่แพร่หลายจะทำให้เกษตรกรหันมาปลูกไม้ยูคาลิปตัสกันเพิ่มมากขึ้นและเชื่อว่าจะไม่เกิดภาวะล้นตลาด เพราะไม้ยูคาลิปตัสเป็นที่ต้องการของตลาดในอนาคตมาก
ศักดิ์ชาญ ชัยอรรคพงษ์ ถ่ายภาพ ธนัญญา นาคเงินเนชั่นทีวี รายงาน