นอกจากกระทรวงเกรดเอที่มีข่าวว่าพรรคพลังประชารัฐจองถึง 9 กระทรวงจากทั้งหมด 20 กระทรวงแล้ว ปรากฏว่าโควต้ารัฐมนตรีของพรรคร่วมรัฐบาลต่างๆ ซึ่งมีถึง 20 พรรค อาจจะต้องถูกเฉือนลงอีก เนื่องจากมี "ว่าที่รัฐมนตรีสายตรงนายกฯ" อย่างน้อยๆ 5-7 คนที่ "บิ๊กตู่" พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะส่งคนใกล้ชิดเข้ารับตำแหน่ง
เริ่มจาก "บิ๊กป้อม" พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ "พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์" จะเข้ามานั่งเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรี ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาลใหม่ ซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกับที่ พลเอกประวิตร นั่งอยู่ 5 ปีในรัฐบาล คสช.
แต่ก็มีอีกสูตรหนึ่งเพื่อลดแรงกดดันจากสังคม คือ พลเอกประวิตร อาจนั่งเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีเพียงเก้าอี้เดียว แล้วให้นายกฯนั่งควบรัฐมนตรีว่าการกระทวงกลาโหม และดึง พลเอกชัยชาญ ช้างมงคล อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมในรัฐบาล คสช. เข้ามาเป็นมือทำงานในตำแหน่งเดิม
คนต่อมาที่ไม่พลาดตำแหน่งแน่นอน คือ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา พี่ชายอีกคนของนายกฯ ซึ่งจะรับตำแหน่งเดิมคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นตำแหน่งที่แกนนำทุกพรรคร่วมรัฐบาลหมายปอง
ส่วนรัฐมนตรีสายตรงนายกฯ ที่ขาดไม่ได้ในรัฐบาลชุดใหม่ ก็คือ นายวิษณุ เครืองาม ว่าที่รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย / นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ว่าที่รองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ / ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งยังไม่ลงตัว และ นายดอน ปรมัตถ์วินัย ที่วางตัวไว้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอีก 1 สมัย แม้ล่าสุดเจ้าตัวจะออกมาปฏิเสธ แต่ภารกิจในช่วงที่ไทยเป็นประธานอาเซียน และกำลังจะมีประชุมอาเซียนซัมมิทที่ไทยเป็นเจ้าภาพ อาจเป็น "ไฟต์บังคับ" ให้ นายดอน ต้องทำหน้าที่ต่อไป
การส่ง "เพื่อนพ้องน้องพี่" จากรัฐบาล คสช.มาจองเก้าอี้ในรัฐบาลใหม่ ทำให้ตำแหน่งรัฐมนตรีที่น้อยอยู่แล้ว คือมีได้แค่ 35 คนไม่รวมนายกฯ ต้องลดน้อยลงไปอีก หนำซ้ำยังมีข่าวมาตลอดว่า พรรคพลังประชารัฐในฐานะพรรคแกนนำ ก็ดึงกระทรวงเกรดเอ และเอบวก มาอยู่ในความดูแลของตนเองทั้งหมด ไม่กระจายให้พรรคอื่น ทั้งคลัง มหาดไทย พาณิชย์ คมนาคม เกษตรฯ รวมไปถึงพลังงาน ส่งผลให้การเจรจากับพรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคขนาดกลาง ไม่มีความคืบหน้า เนื่องจากเหลือแต่กระทรวงเกรดเอลบ และเกรดบี ให้เลือก / ยกเว้นกระทรวงสาธารณสุขที่เป็นกระทรวงเกรดเอ และพรรคภูมิใจไทยจองไว้ตั้งแต่ต้น เพื่อผลักดันนโยบายกัญชาเสรี
ล่าสุดจึงมีเสียงจาก นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตผู้สมัคร ส.ส.สมุทรสาคร พรรคประชาธิปัตย์ ที่เรียกร้องให้ พลเอกประยุทธ์ และนายพลอีก 2-3 คน ไม่รับตำแหน่งในรัฐบาลใหม่ เพื่อให้กระบวนการเจรจาเพื่อจัดตั้งรัฐบาลเดินหน้าต่อไปได้
ขณะเดียวกันก็มีข่าวจากขั้วเพื่อไทย แสดงความมั่นใจว่าคนของฝั่งตนเองอาจจะได้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจะต้องทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ควบคุมการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย / เพราะขั้วเพื่อไทยขาดอีกเพียง 4-5 เสียงก็จะมีคะแนนเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว / ฉะนั้นหากดึงพรรคขนาดกลางพรรคใดพรรคหนึ่งมาโหวตให้ได้ / ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปัตย์ หรือภูมิใจไทย ก็จะทำให้ขั้วเพื่อไทยได้เก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎรไปครอง ทำให้ขณะนี้มีกระแสการต่อรองให้เกิด "ขั้วการเมืองที่ 3" โดยพรรคเพื่อไทยไม่มีเงื่อนไข และพร้อมสละตำแหน่งสำคัญทุกตำแหน่ง เพียงแค่ให้พรรคขนาดกลางมาร่วมโหวตเพื่อสกัด "บิ๊กตู่" และ คสช. ออกจากกระดานการเมืองไปก่อนเท่านั้น / แต่ปัญหาติดอยู่ข้อเดียว คือพรรคประชาธิปัตย์ไม่ยอมร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย
นอกจากนั้น ในเกมโหวตเลือกนายกฯ ที่ต้องใช้เสียงจาก 2 สภามากถึง 376 เสียง / แกนนำพรรคการเมืองในขั้วเพื่อไทยยังประเมินว่า การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีน่าจะมีโอกาสที่ ส.ว.250 คนไม่ลงคะแนนให้ พลเอกประยุทธ์ ทั้งหมด / โดยอาจจะมี 10-20 คนที่เสียงแตก / ซึ่งหากเป็นจริงก็จะทำให้ขั้วเพื่อไทยยังมีความหวังในการจัดตั้งขั้วที่ 3 ด้วยการดึงพรรคขนาดกลางมาร่วม / และยกตำแหน่งรัฐมนตรีสำคัญๆ ให้ รวมถึงตำแหน่งนายกฯด้วย เพื่อปิดทาง พลเอกประยุทธ์ ไม่ให้กลับมาเป็นนายกฯอีก 1 สมัย / โดยสูตรนี้อาจไม่ต้องใช้บริการพรรคการเมืองขนาดจิ๋ว และไม่จำเป็นที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องโหวตสนับสนุนยกพรรคทั้ง 52 ส.ส.ก็ได้ เพราะน่าจะมีช่องห่างของคะแนนราวๆ 10-20 เสียงจาก ส.ว.เสียงแตก
ทั้งหมดนี้ทำให้ความเคลื่อนไหวในการจับขั้วชิงจัดตั้งรัฐบาล ต้องรอลุ้นจนถึงนาทีสุดท้าย