ศาลปกครองกลางใช้เวลากว่า6 ชั่วโมงในการไต่สวนข้อเท็จจริง ในคดีที่กลุ่มกิจการค้าร่วมบริษัทธนโฮลดิ้ง จำกัดและพันธมิตร หรือกลุ่มซีพียื่นฟ้องคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก หรือ Eastern Airport City วงเงิน2.9 แสนล้านบาท ซึ่งมีผู้บัญชาการทหารเรือ พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ เป็นประธาน
คำฟ้องของกลุ่มซีพีระบุว่าคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนฯ กระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายกรณีมีมติไม่รับซองข้อเสนอของกลุ่มซีพีซึ่งประกอบด้วยข้อเสนอทางเทคนิคและแผนธุรกิจ และข้อเสนอด้านราคาโดยให้เหตุผลว่ากลุ่มซีพียื่นข้อเสนอเกินกำหนดเวลา ซึ่งมติดังกล่าวทำให้กลุ่มซีพีได้รับความเสียหาย
คู่กรณีทั้งสองฝ่ายได้เข้าร่วมการไต่สวนวันนี้โดยกลุ่มซีพี นำทีมโดยประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรเครือเจริญโภคภัณฑ์ นพปฎล เดชอุดมขณะที่คณะกรรมการคัดเลือกเอกชนฯ นำทีมโดยรองผู้บัญชาการทหารเรือ พลเรือเอกโสภณ วัฒนมงคลและมีรองเลขาธิการสายงานโครงสร้างพื้นฐานสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ สกพอ. โชคชัยปัญญยงค์เข้าร่วมการไต่สวนครั้งนี้ด้วย
โดยรองเลขาธิการสกพอ. ระบุว่า บรรยากาศในการไต่สวนเป็นไปด้วยดี ไม่มีการโกรธเคืองกันและไม่มีเหตุผลที่ต้องโกรธแค้นคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนฯหากจะโกรธก็คงต้องโกรธตัวเองมากกว่าและยืนยันว่ากระบวนการประมูลยังคงเดินหน้าต่อไปโดยจะพิจารณาเฉพาะเอกสารที่ผู้เข้าประมูลยื่นภายในเวลาที่กำหนดเท่านั้น
ปัจจุบันกระบวนการประมูลอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาซองคุณสมบัติทั่วไปหรือซองที่ 1 ซึ่งคณะกรรมการคัดเลือกฯ ได้แจ้งให้ผู้เข้าประมูลทั้ง 3กลุ่มชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมภายใน 15 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในสัปดาห์หน้าและคาดว่าจะสรุปผลการพิจารณาซองที่ 1 ภายในเดือนพฤษภาคมนี้
ขณะที่พลเรือเอกโสภณบอกสั้นๆเพียงว่าศาลปกครองได้ไต่สวนคู่ความทั้งสองฝ่าย และบรรยากาศการไต่สวนเป็นไปอย่างเรียบร้อยคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่ได้แสดงความไม่พอใจใดๆ และในวันพรุ่งนี้คณะกรรมการคัดเลือกเอกชนฯ จะออก press release ชี้แจงความคืบหน้าต่อไป
ก่อนหน้านี้ผู้อำนวยการวิจัย ด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ดร.สุเมธ องกิตติกุล ยืนยันว่าการตัดสิทธิเอกชนที่ยื่นเอกสารไม่ทันภายในเวลาที่กำหนด ไม่ถือเป็นเรื่องผิดปกติแต่หากจะเอื้ออำนวยหรืออะลุ่มอล่วยให้เอกชนรายดังกล่าวดำเนินการต่อไปได้ก็จะไม่แฟร์กับผู้เข้าประมูลที่ยื่นเอกสารทันตามเวลาที่กำหนด
ไม่ว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายจะมีเหตุผลอย่างไรและนักวิชาการจะมีความเห็นอย่างไรแต่สุดท้ายแล้วขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยของศาลปกครองซึ่งจะเป็นตัวชี้ขาดว่ากลุ่มซีพีจะได้ไปต่อหรือไม่ในอภิมหาโปรเจ็กที่มีวงเงินสูงถึง 2.9 แสนล้านบาท