ชื่อของ ไผ่ ดาวดิน หรือนายจตุรภัทร์ บุญภัทรรักษา นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนและนักกฎหมายเพื่อประชาชนคนรุ่นใหม่ ที่ได้เคลื่อนไหวเป็นปากเสียงให้กับประชาชนที่ด้อยโอกาส ทั้งปัญหาป่าไม้ที่ดิน ปัญหาการถูกแย่งชิงทรัพยากรระหว่างท้องถิ่นกับนายทุน จนกระทั่งถูกจับกุมดำเนินคดี และควบคุมตัวอยู่ที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษ จังหวัดขอนแก่นและได้รับการอภัยโทษเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมา ทำให้หลายคนอยากรู้ว่า ชีวิตภายหลังกำแพงเหล็กนั้นเป็นอย่างไร และจากนี้ไปเมื่อได้รับอิสรภาพแล้วเขามีแผนชีวิตอย่างไร
ไผ่ในเช้าวันที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ และมีอิสรภาพพ้นออกจากการคุมขัง สภาพร่างกายสมบูรณ์ขึ้น โดยเจ้าตัวบอกว่า "ไม่ได้สูบบุหรี่"ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น เนื่องจากเรือนจำมีโครงการ "เรือนจำสีขาว" ทำให้อะไรหลายอย่างในชีวิตเปลี่ยน
ส่วนกิจวัตรประจำวันหลังกำแพงคุก เขาบอกว่า แต่ละวันไม่มีอะไรมากนัก ทุกอย่างเหมือนเดิมซ้ำ ๆ กัน ตื่นแต่เช้า 05.30 น. สวดมนต์ไหว้พระ ทำกิจวัตรประจำวัน เข้าแถว กินข้าว และทำงานประจำที่ได้รับมอบหมาย โดยไผ่ได้อยู่ในส่วนของหน่วยพยาบาล ทำให้ได้ช่วยทำเอกสาร เพราะเขาสามารถใช้คอมพิวเตอร์เป็น รู้เรื่องเอกสาร ช่วยดูแลคนเจ็บป่วยและพอมีเวลาว่างก็ได้อ่านหนังสือ เขาบอกว่าชีวิตอยู่ในนั้น 2 ปีเศษได้อ่านหนังสือเยอะมาก
"ผมอ่านหนังสือเยอะมาก น่าจะเกือบ 50-60 เล่มได้ อ่านหมด ทั้งนวนิยาย เรื่องสั้น บทความ ทุกอย่างที่มีอยู่ในห้องสมุด หนังสือดี ๆ มีเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น แด่หนุ่มสาว ,ปีศาจ,จนกว่าเราจะพบกันอีก,ลูกอีสาน, ข้างหลังภาพ,หนังสือการเมือง ,หนังสือสังคม ฯลฯ หนังสือเยอะนะแต่ยังไม่พอต่อความต้องการ พราะในคุกเวลามีเยอะมาก หนังสือและสิ่งบันเทิงต่าง ๆ จึงจำเป็นมาก สำหรับคนที่อ่านหนังสือออก หนังสือเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด บางคนไม่ชอบดูทีวี ก็หากิจกรรมทำ ซึ่งการอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมที่นักโทษชอบที่สุด"ไผ่เล่า และว่า
ในเรือนจำยังมีโทรทัศน์ให้ดู ทำให้ได้ดูซีรีส์ดี ๆ ที่มีการนำมาฉาย แต่โทรทัศน์ก็จะถูกควบคุมโดยผู้คุม จะเปิดเฉพาะสิ่งที่อยากให้จะดู อันไหนที่ไม่อยากให้ดูก็จะไม่มีสิทธิ์ดู โดยจะได้ดูทั้งละครไทย และซีรีส์เกาหลี ซีรีส์จีน ไม่ว่าจะเป็น ละครอย่าง ทองเอกหมอยาท่าโฉลง ซีรีส์เกาหลี ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง "เลขาคิมฯ" "ชีวิตเพื่อชาติหัวใจเพื่อเธอ" ฯลฯ ซึ่งถือเป็นการฆ่าเวลาได้ดีอย่างมาก
ส่วนการใช้จ่ายนั้น ในคุกสามารถใช้เงินได้วันละ 300 บาท จะซื้ออะไรก็ได้ โดยไผ่บอกว่า กับข้าวของทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่นอร่อยที่สุด อาหารกินอิ่มไม่มีอด และหากใครไม่อยากกินอาหารที่เรือนจำจัดให้อยากจะซื้ออาหารเพิ่มเติมจากที่มีแจกก็สามารถซื้อได้ที่ร้านค้าสวัสดิการในเรือนจำได้ ราคาอาหารทั่วไปถุงลชะ 30 บาท ซึ่งชีวิตของเขาเคยติดคุกอยู่ 3 เรือนจำด้วยกันคือ ที่เรือนจำกรุงเทพฯ เรือนจำอำเภอภูเขียวและเรือนจำจังหวัดขอนแก่น โดยหากจะให้ให้คะแนนเขาบอกว่า "เรือนจำขอนแก่นกับข้าวอร่อยที่สุด อยู่ดีกินดีที่สุด"
และด้วยความที่เขาเรียนกฎหมาย สู้เรื่องสิทธิมนุษยชนตั้งแต่อยู่นอกเรือนจำ พอเข้าไปอยู่ในนั้นก็ได้มีโอกาสชว่ยเหลือนักโทษที่บางคนไม่รู้กฎหมาย ไม่รู้สิทธิของตนเอง ด้วยการบอกให้ฟังว่าเขาควรจะมีสิทธิอย่างไรบ้าง และได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้คุมที่บางทีทำเกินกว่าเหตุว่าสิ่งที่ทำอยู่เป็นการละเมิดสิทธิและผู้ต้องขังสามารถฟ้องร้องได้ ทำให้หลายเรื่องที่เคยรุนแรงในเรือนจำได้เริ่มคลี่คลายและเข้าใจกันดีขึ้น
"บางอย่างผู้คุมบางคนก็ใช้อำนาจมากเกินไป ใช้อำนาจเกินกว่าเหตุ อาจจะเป็นเพราะเขาทำมานานและทำจนไม่รู้สึกว่าผิด แต่จริง ๆ มันผิด เป็นการละเมิดสิทธิของผู้ต้องขัง เช่นการทำร้ายร่างกาย การทำร้ายโดยไม่มีเหตุผล และที่ผ่านมาผู้ต้องขังก็ปล่อยให้ถูกกระทำเพราะคิดว่าผู้คุมทำได้ แต่จริง ๆ เขาทำไม่ได้ ผมก็ไปอธิบายและบอกเล่าให้ฟัง ทำให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจกันมากขึ้น" ไผ่เล่าในสิ่งที่เขามีโอกาสใช้ความรู้ความสามารถของตนเอง ในการทำประโยชน์เพื่อคนในนั้น
ส่วนการถูกเลือกให้เป็นผู้นำกล่าวปฏิญาณตนก่อนออกจากเรือนจำ สำหรับผู้ได้รับการอภัยโทษเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ไผ่บอกว่า ปกติเวลามีกิจกรรมอะไรในเรือนจำเขามักจะได้รับเลือกให้เป็นผู้นำอยู่แล้ว เพราะอาจจะเป็นเพราะว่า กล้าพูด และได้รับการยอมรับจากเพื่อน ๆ พี่ ๆ ในนั้น ในวันที่ได้รับอิสรภาพเขาจึงเป็นคนที่ถูกเลือกให้พูด โดยเนื้อหาที่พูดทั้งหมดเขาเป็นคนคิดเอง และพูดเอง
สำหรับชีวิตในเรือนจำ ให้บทเรียนกับเขามากมาย ในฐานะนักกฎหมายได้เห็นความไม่ยุติธรม ทำให้มุมมองเรื่องสิทธิกว้างขั้น ไม่ใช่แค่สิทธิทางการเมือง สิทธิทั่วไป แต่เรื่องสิทธิอื่น ๆ ที่ถูกละเมิดก็ได้เห็นกว้างขึ้นเพราะการอยู่ข้างในเห็นชัดว่ามีการละเมิดสิทธิ หน่วยงานหลายแห่งผลักภาระให้เรือนจำ จนมีคำพูดที่พูดติดปากของนักโทษในเรือนจำว่า "สู้ติดแน่ แพ้ติดนาน รับสารภาพติดพอประมาณ" ซึ่งสะท้อนกระบวนการทางยุติธรรมได้ชัดเจนมากว่า "ถ้ารับสารภาพทุกปัญหาก็จบ"
นอกจากนั้นบทเรียนที่เขาได้รับจากเรือนจำคือ การมองคน หรือตัดสินคนอย่าตัดสินจากแค่รูปลักษณ์ภายนอก เพราะบางคนมีลายสักเต็มตัวแต่พอดูหนังแล้วร้องไห้ก็มี บางคนดูหน้าตาโหดร้ายแต่เป็นคนอ่อนโยน ถูกจับกุมเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็มี
และเมื่อพ้นโทษมาแล้ว ในฐานะนักกฎหมาย เขาบอกว่า จะเอาบทเรียนในนั้นมาปรับใช้เพื่อช่วยเหลือสังคม ซึ่งมองว่ากระบวนการยุติธรรมต้องแก้ทั้งระบบ เพราะที่ผ่านมากระบวนการยุติธรรมละเมิดสิทธิอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อไปอยู่ในคุกเจ้าหน้าที่ไม่เคยแจ้งสิทธิเลยว่ามีสิทธิอะไรบ้าง และกระการสอบสวนที่เอาผู้ต้องสงสัยไปฝากขังเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเพราะเขายังไม่ได้มีความผิด การจะคุมขังคนได้จะต้องถูกพิพากษาแล้วเท่านั้น โดยเฉพาะเอาคนไปเข้าคุกเพื่อทดแทนเงินค่าปรับที่ไม่มีจ่ายก็ไม่ควรจะทำเหมือนกัน
ส่วนเรื่องการเมืองนั้น เขาบอกว่า คงต้องเล่น เพราะหากไม่เล่น การเมืองก็เล่นเขาอยู่แล้ว แต่จะเล่นในแบบของตนเอง อาจจะไม่ใช่การเล่นในรูปแบบการเมืองแบบตัวแทนแต่จะเล่นในแบบของตนเอง อาจจะเป็นการเรียกร้องประชาธิปไตยบนท้องถนนแบบที่เคยทำมาและจะยืนยันในการยืนอยู่ฝั่งความถูกต้อง อะไรไม่ดี ไม่ถูกก็จะไม่ยอม เพื่อรักษาเอาไว้ซึ่งสิทธิที่ประชาคนพึงมี และจะไม่ยอมก้มหัวให้กับความอยุติธรรมทั้งปวง และจะยังเคลื่อนไหวเหมือนเดิม
ส่วนนักศึกษารุ่นใหม่นั้น ไผ่มองว่า ยังสนใจปัญหาของสังคมน้อย อยากจะให้นักศึกษารุ่นใหม่สนใจปัญหาสิ่งแวดล้อม สังคมบ้าง หรือแม้แต่สิทธิของตนเองก็อยากจะใส่ใจ สนใจ อย่าให้ใครมาละเมิด อีกทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนอะไร แค่เขาเป็นตัวเอง อันไหนไม่ถูกต้องก็ไม่ต้องยอม และลุกขึ้นมาทวงความยุติธรรม แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับเด็กรุ่นใหม่ในยุคสมัยนี้