แน่นอนว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวย่อมสร้างความสนใจให้กับสหรัฐฯ ไม่มากก็น้อย ล่าสุดทางด้านศูนย์การศึกษาด้านยุทธศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ( ซีซิส ) เผยแพร่ชุดภาพถ่ายดาวเทียมลงวันที่ 17 เมษายน ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นความเคลื่อนไหว ของการต่อเรือเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่ ที่อู่ต่อเรือเจียงหนาน ในเขตชานเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ ริมชายฝั่งทางตะวันออกของจีน โดยรายงานของซีซิสระบุด้วยว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา และเรือลำนี้น่าจะเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่ รหัส002 ซึ่งระวางขับน้ำอาจสูงสุดถึง 85,000 ตัน
ถึงเวลานี้ทางการจีน ยังไม่ได้แสดงท่าทีอย่างเป็นทางการต่อข่าวดังกล่าว และไม่เคยยืนยันหรือปฏิเสธว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังก่อสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่ อย่างไรก็ตาม หากเป็นความจริงจะถือเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินผลิตเองลำที่ 2 ของจีนและมีขนาดใหญ่ที่สุด ต่อจากเรือบรรทุกเครื่องบิน001เอ ซึ่งเปิดตัวที่เมืองต้าเหลียน ซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน เมื่อเดือนเมษายน 2560 โดยเรือลำดังกล่าวสามารถบรรทุกเครื่องบินขับไล่รุ่น J-15 มีระวางขับน้ำประมาณ 50,000 ตัน และขับเคลื่อนด้วยเทคนิคแบบดั้งเดิมที่ไม่ใช่พลังงานนิวเคลียร์ขณะที่เรือบรรทุกเครื่องบินลำแรกของจีนคือเรือบรรทุกเครื่องบินขับเคลื่อนด้วยพลังงานนิวเคลียร์ เหลียวหนิง เป็นเรือรบมือสองที่อสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยสหภาพโซเวียต ซึ่งสร้างมานานกว่า 25 ปีแล้ว โดยจีนซื้อมาซ่อมแซมและบูรณะ ก่อนให้เข้าประจำการในกองทัพเรือของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน หรือ พีแอลเอ เมื่อปี 2555 โดยเรือบรรทุกเครื่องบินเหลียวหนิงมีระวางขับน้ำประมาณ 55,000 ตัน
ก่อนหน้านี้ทางด้านสหรัฐฯ เพิ่งจะออกมาเปิดเผยว่าพวกเขาได้ส่งเรือรบสองลำแล่นใกล้หมู่เกาะที่ถูกอ้างสิทธิโดยจีนในทะเลจีนใต้ เรือสองลำที่ว่าคือ เรือพิฆาตติดขีปนาวุธของสหรัฐฯ พรีเบิล และ ชุงฮูน เดินทางเข้าระยะ 12 ไมล์ทะเลของแนวปะการังกาเวนและจอห์นสันในหมู่เกาะสแปรตลีย์ โฆษกกองทัพสหรัฐฯ ได้บอกกับทางด้านนักข่าวรอยเตอร์ ผู้ที่รายงานข่าวนี้เป็นรายแรกความเคลื่อนไหวนี้อาจสร้างความไม่พอใจให้กับจีนในเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างสองระบบเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกกำลังตึงเครียด
ทะเลจีนใต้เป็นหนึ่งในจุดปะทะหลายจุดในความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน ซึ่งก็รวมสงครามการค้า การคว่ำบาตรของสหรัฐฯ และไต้หวันด้วย
ดังนั้นทุกความเคลื่อนไหวทางทหารของทั้งสองประเทศเวลานี้ เป็นช่วงเวลาที่จะต้องจับตามองเป็นพิเศษ เพราะมันอาจจะก่อให้เกิดถึงความขัดแย้งที่รุนแรงมายิ่งขึ้นได้ในทุกเวลา และอาจจะนำพาไปสู่การปะทะในที่สุด