จริงๆ แล้วรัฐธรรมนูญ มาตรา 84 กับกฎหมายเลือกตั้ง มาตรา 127 เขียนเอาไว้สอดรับกันว่า ให้ กกต.จัดการเลือกตั้ง ส.ส. และประกาศรับรองผลการเลือกตั้งให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 95 ก็จะเปิดสภา เดินหน้าเลือกนายกฯ บริหารประเทศต่อไปได้
ถ้าคิดร้อยละ 95 ของ ส.ส.เขต 350 เขต ก็เท่ากับ กกต.ต้องประกาศรับรอง ส.ส.ให้ได้ 333 เขตเท่านั้น ส่วนอีก 17 เขตที่เหลือ สามารถแขวนไว้ก่อน เพื่อรอแจกใบส้ม ใบแดง สั่งเลือกตั้งใหม่ได้
หลายคนที่มอง กกต.ในแง่ลบ ก็คาดการณ์ว่า กกต.จะแจกใบส้ม ใบแดง ให้กับพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลหลายๆ ใบ เพื่อจะได้ไม่มีเสียงสนับสนุนเพียงพอต่อการจัดตั้งรัฐบาล ฉะนั้นเมื่อ กกต.ประกาศรับรองชนิดที่เรียกว่าเกือบจะ 100% จึงทำให้หลายคนคิดถึงคำว่า "ปล่อยผี" หรือ "ปล่อยผ่าน" ขึ้นมาทันที
แต่งานนี้ "เซียนการเมือง" แนะให้จับตา เพราะอิทธิฤทธิ์ของ กกต.ไม่ได้หมดแค่นี้ กกต.ยังมีอำนาจ "ตามสอย" ส.ส.ที่รับรองไปแล้วให้พ้นจากตำแหน่งได้ หากพบหลักฐานการทุจริตเลือกตั้ง หรือขาดคุณสมบัติ
อำนาจนี้อยู่ในมาตรา 226 ของรัฐธรรมนูญ คุณผู้ชมดูเนื้อหาบนหน้าจอไปพร้อมกันเลย
สรุปสาระสำคัญก็คือ หลังประกาศผลเลือกตั้งไปแล้ว ถ้ามีหลักฐานควรเชื่อได้ว่า ผู้ที่ชนะเลือกตั้งเป็น ส.ส.คนไหน กระทำทุจริต หรือรู้เห็นเป็นใจให้ผู้อื่นกระทำทุจริต กกต.สามารถยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาให้สั่งเพิกถอนสิทธิ์การสมัครรับเลือกตั้งของ ส.ส.คนนั้นได้ จากนั้นกฎหมายเปิดให้ศาลไต่สวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ เพื่อความยุติธรรม สุดท้ายถ้าศาลเห็นว่าผิดจริง ให้เพิกถอนสิทธิทางการเมืองของผู้นั้นเป็นเวลา 10 ปี ซึ่งแน่นอนว่า ส.ส.คนนั้นต้องหลุดจากตำแหน่งด้วย
ไฮไลท์อยู่ตรงที่ ทันทีที่ศาลฎีการับคำร้องไว้พิจารณา ผู้ถูกกล่าวหาที่เป็น ส.ส. ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันทีจนกว่าศาลจะตัดสินว่าไม่มีความผิด
คิดกันเล่นๆ ว่า ถ้า กกต.ใช้อำนาจนี้ ช่วงปลายๆ เดือนพฤษภาฯ หรือต้นเดือนมิถุนาฯ ที่กำลังจะโหวตเลือกนายกฯกัน อะไรจะเกิดขึ้น เพราะ ส.ส.ที่โดนฟ้อง จะปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ ซึ่งก็คือร่วมโหวตไม่ได้นั่นเอง
และ กกต.บอกว่ามีคำร้องคัดค้านการเลือกตั้ง และร้องทุจริตเลือกตั้งอยู่ในมือหลายร้อยเรื่อง รอตรวจสอบและลงมติชี้มูล นี่คือความไม่แน่นอนทางการเมืองที่กำลังรออยู่ในอนาคตอันใกล้