นางสุรีย์พร สหวัฒน์รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (รอง ผอ. สนค.) เปิดเผยว่าระดับความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่กระทรวงพาณิชย์จัดทำ
อยู่ในระดับที่เกิน 50 เป็นครั้งแรกในรอบ13 ปี และต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 นั้น เนื่องจากได้พัฒนาแนวทางจัดทำดัชนีฯตาม
"มาตรการ 3 เพิ่ม และ 1 ปรับปรุง" ได้แก่
1) เพิ่มจำนวนกลุ่มตัวอย่างจากเดิมเดือนละ 3,500 ตัวอย่างเป็นเดือนละ 10,000 ตัวอย่าง
2) เพิ่มพื้นที่การสำรวจจากเดิม 86 อำเภอ/เขต เป็น 888 อำเภอ/เขต และ
3) เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บข้อมูล โดยร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร อาทิสถาบันการศึกษาทุกจังหวัด และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรในทุกสาขาโดยใช้รูปแบบการสื่อสารและสำรวจผ่านระบบ Online Survey ทำให้เกิดประสิทธิภาพในดำเนินงานและเกิดการทำงานเชิงบูรณาการในการใช้ประโยชน์จากข้อมูลร่วมกันนอกจากนี้ยังได้มีมาตรการ 1ปรับปรุง คือ
1) ปรับปรุงแบบสอบถามให้สามารถสื่อสารกับผู้บริโภคในทุกระดับได้อย่างดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ สนค. เน้นการทำตามหลักการทางสถิติที่เป็นสากลและพยายามพัฒนาความน่าเชื่อถือโดยไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคควรจะเป็นเท่าไหร่และได้ให้ความสำคัญกับ "มาตรการ 3 เพิ่ม และ 1 ปรับปรุง" ข้างต้น ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นไปในทิศทางที่ดีและน่าพอใจสามารถสะท้อนความคิดผู้บริโภคโดยรวมได้อย่างครอบคลุม
รอง ผอ. สนค. กล่าวเสริมว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคนี้ถือเป็นผลงานสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ โดยได้ถูกกำหนดให้เป็นตัวชี้วัดประจำปีงบประมาณ 2562 ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กำหนด ซึ่งดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคนี้มิใช่มีบทบาทเพียงแค่การวัดความเชื่อมั่นผู้บริโภคเท่านั้นหากแต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคและประเมินผลการดำเนินงานตามมาตรการต่างๆของภาครัฐตามมาตรฐานทางสถิติที่มีความรวดเร็วเป็นรายเดือนอีกด้วย ดังนั้น การพัฒนาดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะยังคงดำเนินต่อไปโดยเฉพาะการแสวงหาความร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ๆ เพื่อให้ครอบคลุมและบูรณาการการทำงานของหน่วยงานต่างๆให้เกิดประสิทธิภาพ และลดความซ้ำซ้อน ทั้งในมุมผู้บริโภคและมุมภาครัฐ อย่างไรก็ตามผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่สุดก็คือผู้บริโภค จึงอยากให้เข้าใจและร่วมมือกันสะท้อนข้อมูลและทัศนคติที่ถูกต้องครบถ้วน เพื่อที่ภาครัฐจะได้ดำเนินนโยบายและมาตรการได้อย่างถูกต้อง โดยผู้บริโภคทุกคนต้องตระหนักถึงความรับผิดชอบและถือเป็นหน้าที่ที่คนไทยทุกคนต้องช่วยกันสะท้อนความเห็นและให้ข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อร่วมกันพัฒนาประเทศให้ถูกทางมิใช่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของภาครัฐแต่เพียงลำพัง ซึ่งทาง สนค.หวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนด้วยดีต่อไป