เนชั่นทีวี

ข่าว

ฟันถือหุ้นสื่อ...ยึดบริคณห์สนธิ หรือต้องประกอบการจริง?

29 เม.ย. 2562 | wanchat

ฟันถือหุ้นสื่อ...ยึดบริคณห์สนธิ หรือต้องประกอบการจริง?

จะว่าไปเรื่อง "การถือหุ้นสื่อ" ก็มีปัญหาทั้งในเชิงข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงเหมือนกัน เพราะผู้สมัคร ส.ส. และว่าที่ ส.ส.จากบางพรรคการเมืองที่ถูกยื่นตรวจสอบ และบางรายถูกศาลฎีกาสั่งเพิกถอนสิทธิ์การสมัครไปแล้วด้วย อ้างว่าบริษัทที่ตนเองถือหุ้นนั้น ไม่ได้ประกอบกิจการเกี่ยวกับสื่อสารมวลชน เพียงแต่ตอนยื่นขอจดแจ้งก่อตั้งบริษัทกับกระทรวงพาณิชย์ จะมีแบบฟอร์มมาให้กรอกเกี่ยวกับวัตถุประสงค์การประกอบกิจการ พูดง่ายๆ คือรูปแบบธุรกิจ ซึ่งมีอยู่ในแบบฟอร์มเป็นเอกสารอยู่แล้ว 22 รูปแบบ รวมถึงกิจการสื่อสารมวลชนด้วย



นี่คือหน้าเว็บของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งสมัยนี้เขาโหลดเอกสาร เตรียมจดแจ้งก่อตั้งบริษัทแบบออนไลน์ได้

พอคลิกต่อไปที่การจดทะเบียนตั้ง "บริษัทจำกัด" คุณผู้ชมจะเห็นหน้านี้ มีเอกสารที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่คำขอจัดตั้ง , บริคณห์สนธิ , รายละเอียดวัตถุที่ประสงค์ รายละเอียดวัตถุที่ประสงค์ประกอบพาณิชยกรรม แล้วก็ไล่ลงไปเรื่อยๆ เป็นการประกอบธุรกิจบริการ กิจการอุตสาหกรรม หัตถกรรม และอื่นๆ

เราคลิกเข้าไปดูหัวข้อ "รายละเอียดวัตถุที่ประสงค์ประกอบกิจการ" จะเปิดไปเจอหน้าที่ต้องเขียนเข้าไปเองว่าเราจะประกอบกิจการอะไร ชื่อบริษัทอะไร เรียกว่า "เอกสาร ว." ว.เฉยๆ ไม่มีตัวเลขกำกับ

ส่วนเอกสารนี้คือตัวปัญหา ที่กำลังพูดกันอยู่นี้ คือ เอกสาร ว.1 "รายละเอียดวัตถุที่ประสงค์ประกอบพาณิชยกรรม" คึอ การประกอบกิจการเชิงพาณิชย์ทั่วๆ ไป เอกสารขอกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เขียนวัตถุประสงค์รวมๆ มาให้ มี 22 ข้อ / เช่น ประกอบกิจการค้าข้าว ค้าผัก ผลไม้ วัสดุก่อสร้าง ฯลฯ โดยกิจการหนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ สื่อมวลชน อยู่ในข้อ 17 ซึ่งเป็นข้อเดียวกับการประกอบกิจการค้ากระดาษ แบบเรียน เครื่องเขียน จะเห็นได้ว่าเขาเขียนไว้ครอบจักรวาล

โดยมากทนายที่ปรึกษาการเปิดบริษัท จะแนะนำให้ผู้ที่จะก่อตั้งบริษัท แจ้งวัตถุประสงค์ให้ครอบจักรวาลเอาไว้ก่อน เพื่อที่ว่าในอนาคตจะได้ไม่ต้องขออนุญาตเพิ่มเติมอีก (ซึ่งต้องแก้บริคณห์สนธิ ต้องมีการประชุมกรรมการบริษัท ขั้นตอนยุ่งยาก)

ฉะนั้นเวลาเขายื่นจดทะเบียนตั้งบริษัทกันจริงๆ ก็จะยื่นเอกสาร ว.1 คือวัตถุประสงค์รวมๆ แนบไปด้วย แล้วก็จะมีเอกสาร ว.เฉยๆ คือวัตถุประสงค์ที่เราจะทำจริงๆ เพิ่มเข้าไป เป็นข้อ 23-24-25 ว่าไป



จุดนี้เองทำให้มีการตีความจากผู้สมัคร ส.ส.หลายคนว่า หากกิจการที่ตนประกอบการจริงๆ ไม่ได้เป็นกิจการสื่อสารมวลชน ก็ไม่ต้องโอนหรือขายหุ้นให้บุคคลอื่น ยังสามารถถือครองหุ้นต่อไปได้ เพราะถ้ายึดเอาเฉพาะวัตถุประสงค์รวมๆ ตามเอกสารของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ก็จะเข้าข่ายถือหุ้นสื่อแทบจะทุกราย (เฉพาะที่ยื่นประกอบกิจการพาณิชยกรรมนะ ถ้าเป็นกิจการบริการ อุตสาหกรรม หรืออื่นๆ ก็จะไม่มีวัตถุประสงค์เรื่องทำสื่อ)

ประเด็นนี้ทำให้หลายฝ่าย เช่น คุณนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเรียกร้องให้ศาลหรือองค์กรอิสระที่รับผิดชอบ วางบรรทัดฐานให้ชัดเจนว่า การถือครองหุ้นกิจการสื่อสารมวลชน ต้องเป็นบริษัทที่ประกอบกิจการสื่อสารมวลชนจริงๆ เท่านั้นหรือไม่ หรีอจะพิจารณาเฉพาะจาก "บริคณห์สนธิ" หรือ "เอกสารการก่อตั้งบริษัท" แต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งถ้ายึดเฉพาะบริคณห์สนธิที่มีวัตถุประสงค์การประกอบกิจการแบบครอบจักรวาลเอาไว้ ก็น่าจะกระทบกับผู้สมัครจำนวนมาก

เราได้สอบถามความเห็นเรื่องนี้กับอดีตผู้พิพากษาท่านหนึ่ง ท่านยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ให้คำตอบยากอยู่เหมือนกัน ต้องดูว่าความผิดฐานนี้ต้องมีเจตนาหรือเปล่า เพราะเจตนารมณ์ของกฎหมาย ป้องกันผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใช้สื่อเป็นเครื่องมือ ฉะนั้นถ้าเป็นบริษัทที่จดทะเบียนไว้เฉยๆ แต่ยังไม่ได้ประกอบกิจการสื่อมวลชน แม้จะระบุวัตถุประสงค์ในบริคณห์สนธิ ก็น่าจะยังไม่มีเจตนาใช้สื่อเป็นเครื่องมือ เพราะยังไม่ได้ทำ

แต่อีกด้านหนึ่งก็เกิดคำถามได้เหมือนกันว่า ถ้าไม่ยึดตามบริคณห์สนธิ แล้วจะให้ยึดตามอะไร เพราะการจดทะเบียนตั้งบริษัทด้วยวัตถุประสงค์ครอบจักรวาล ก็อาจมองได้ว่าผู้ขอจดแจ้งมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ ตีขลุมเผื่อไว้ก่อน ถ้าแบบนี้ การผ่อนปรนก็อาจจะเข้าทางพวกหัวหมอ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเจ้าของกิจการ ยื่นจดทะเบียนเอง น่าจะมีความเสี่ยงว่าผิดมากกว่าคนที่ไปซื้อหุ้นต่อมา เพราะอาจไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วบริษัทจดแจ้งวัตถุประสงค์อะไรไว้บ้าง

ประเด็นนี้ถือว่าอ่อนไหว และยังจะเป็นข้อถกเถียงกันต่อไป ซึ่งล่าความจริงจะนำความคืบหน้ามารายงานทันทีถ้ามีข้อสรุปจากผู้เกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด