ทั้งนี้แม้ครัวเรือนไทยจะมีรายจ่ายซื้อสลากฯ เพิ่มขึ้นตามรายได้ที่สูงขึ้นแต่เมื่อคิดเป็นสัดส่วนต่อรายได้ (ค่าซื้อสลากฯ หารด้วยรายได้) กลับพบว่าครัวเรือนรายได้น้อยมีสัดส่วนการซื้อสลากฯ ต่อรายได้สูงกว่าครัวเรือนรายได้สูง โดยจากข้อมูลการสำรวจทั้งหมดพบว่าครัวเรือนที่มีรายได้น้อยที่สุด10% แรก (Bottom 10%) มีสัดส่วนการซื้อสลากฯ อยู่ที่ 3.7% ต่อรายได้ ขณะที่ครัวเรือนที่มีรายได้สูงสุด 10% แรก(Top 10%) มีสัดส่วนการซื้อสลากฯอยู่ที่เพียง 0.8% ต่อรายได้
ในทางกลับกันอัตราการออมของครัวเรือนรายได้น้อยกลับ ต่ำกว่า เมื่อเทียบกับครัวเรือนรายได้สูงในปี 2560 อัตราการออม(รายได้หักรายจ่ายทั่วไปและการชำระหนี้ หารด้วยรายได้รวม)ของครัวเรือนไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 19% หากเปรียบเทียบจะพบว่า อัตราการออมของครัวเรือนรายได้น้อยต่ำกว่าครัวเรือนรายได้สูงชัดเจนโดยหากนับเฉพาะครัวเรือนที่มีเงินออมมากกว่าหรือเท่ากับศูนย์ ครัวเรือน Bottom 10% จะมีอัตราการออมอยู่ที่12% ขณะที่ครัวเรือน Top 10% มีอัตราการออมอยู่ที่ 28%
ทั้งนี้สัดส่วนของครัวเรือนที่มีรายได้จากการถูกรางวัลสลากฯใน 1 ปีมีเพียง 12% โดยเฉลี่ยตามข้อมูลการสำรวจ โดยโอกาสในการถูกรางวัลใดรางวัลหนึ่งใน1 งวดมีโอกาสน้อยมากเพียง 1.4% เท่านั้นอีไอซีมองว่า สำหรับครัวเรือนรายได้น้อยยังสามารถเพิ่มสัดส่วนเงินออมหรือการลงทุนของตนได้ง่ายๆด้วยการลดรายจ่ายในการซื้อสลากฯ ลงบ้าง เพื่อนำไปสร้างหลักประกันทางการเงินในอนาคตหรือในยามฉุกเฉินรวมไปถึงการป้องกันความเสี่ยง เช่น การซื้อประกันชีวิต ซึ่งก็เป็นรายจ่ายอีกประเภทที่มีสัดส่วนอยู่ในระดับต่ำเช่นกันสำหรับครัวเรือนรายได้น้อย