แม้หลังจากนี้จะมีการแจก "ใบเหลือง-ใบส้ม-ใบแดง" จาก กกต. และอาจมีการวินิจฉัยสูตรคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ จากศาลรัฐธรรมนูญ แต่หลายฝ่ายก็เชื่อว่าจำนวน ส.ส.ของแต่ละขั้วการเมืองไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงไปมากนัก แม้จะตั้งรัฐบาลได้ก็จะเป็น "รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ" คือรวบรวม ส.ส.ได้เกินครึ่งสภา คือเกิน 250 เสียง ได้ไม่ถึง 20 เสียง ซึ่งอันตรายอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนงานสภา และการถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ภาพรวมการเมืองก็จะกลายเป็นรูปแบบที่ว่า ไม่ว่าขั้วใดจะขึ้นมามีอำนาจ จัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ก็จะถูกเตะตัดขาด้วยกลวิธีต่างๆ ตลอดเวลา จนไม่สามารถบริหารบ้านเมืองได้อย่างราบรื่น
เหตุนี้เองจึงมีการเสนอช่องทางเพื่อยุติปัญหานี้ เริ่มจากการข้อเสนอ รัฐบาลแห่งชาติ หรือ รัฐบาลปรองดองแห่งชาติ จากว่าที่ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ นายเทพไท เสนพงศ์ ด้วยการให้ทุกพรรคการเมืองจับมือร่วมกันบริหารประเทศระยะหนึ่ง วาระประมาณ 2 ปี โดยไม่ต้องมีฝ่ายค้าน และหา นายกฯ คนกลาง ที่มีความเหมาะสมและทุกฝ่ายยอมรับเข้ามาเป็นผู้นำรัฐบาล เพื่อทำ 2 ภารกิจสำคัญ คือ 1.แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และ 2.แก้กติกาให้ทุกฝ่ายยอมรับ เพื่อเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง
แต่ข้อเสนอนี้ถูกปฏิเสธจากทั้ง 2 ขั้วการเมือง คือ ขั้วพลังประชารัฐและขั้วเพื่อไทย โดยฝั่งพลังประชารัฐแสดงความมั่นใจว่าจะจัดตั้งรัฐบาลและบริหารประเทศได้อย่างแน่นอน ไม่จำเป็นต้องใช้บริการรัฐบาลแห่งชาติ ขณะที่ขั้วฝั่งเพื่อไทย และพรรคอนาคตใหม่ รวมถึงพรรคประชาชาติ ก็ออกมาปฏิเสธเช่นกัน โดยให้เหตุผลว่ารัฐบาลแห่งชาติไม่ใช่แนวทางประชาธิปไตย เข้าข่ายสืบทอดอำนาจ เพราะไม่มีฝ่ายค้าน และไม่ได้เป็นไปตามแนวทางรัฐธรรมนูญ