ซึ่งก่อนนี้(15 เม.ย.62) นายชูวิทย์ โพสต์เฟซบุ๊กเดือดถึงสถานการณ์ภายในพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีความขัดแย้งภายใน ในเรื่องการเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคการเมืองใด หรือขั้วไหน หรือไม่ โดยระบุว่า. . .
การเมืองของประชาธิปัตย์สภาพของแต่ละพรรคการเมืองหลังผ่านการเลือกตั้ง ทำให้เราในฐานะผู้ลงคะแนน ได้เห็นถึงความเป็นได้พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่มีสภาพระส่ำระสายที่สุด มีความคิดเห็นแตกต่างกันภายในพรรค ไม่เว้นแต่ละวัน คนหนึ่งบอกว่า จะร่วมรัฐบาลบิ๊กตู่ อีกคนบอกว่า จะร่วมก็ได้ แต่ขอนายกฯคนกลาง สักพักกลุ่มคนรุ่นใหม่บอกว่า อยากเป็นฝ่ายค้านอิสระ ไม่ร่วมทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านในสภา เดี๋ยวก็จะเอา "นายชวน" กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค พอนายชวนปฏิเสธ ก็จะรอเลือกกรรมการบริหาร นี่ยังไม่รวมพวกเดินเกมใต้ดินเงียบๆ รอจังหวะบวกอีก
สรุปตอนนี้ พรรคประชาธิปัตย์ "เละเป็นโจ๊ก" เสียงแตก ต่างคนต่างเดิน ไม่มีใครคุมพรรคได้จนทุกคนเป็นหัวหน้าพรรคหมด ทั้งๆที่พรรคประชาธิปัตย์มักจะอ้างทุกครั้งว่า
1. พรรคไม่มีใครเป็นเจ้าของสั่งได้ (แต่หากไม่มีใครสั่งได้ แล้วต่างคนต่างสั่ง ก็คงยุ่งเละเทะแบบนี้นี่เอง)
2. เป็นพรรคสถาบันทางการเมือง จัดตั้งมานานกว่าทุกพรรค ยืนหยัดมาทุกสมัย (แต่หากเป็นสถาบัน แล้วเหตุใดถึงยึดติดตัวบุคคล ไม่มีนายชวนพรรคจะไปอย่างไร? กล้าให้คนรุ่นใหม่มาเป็นคนบริหารจริงๆ ไหม? ไม่ใช่ เป็นแค่หุ่นกระบอก)
3. มักอ้างมติพรรค (แต่เที่ยวนี้ พนัน 100 บาท เอาขี้หมากองเดียว หากมติพรรคไม่ถูกใจ ไม่ร่วมรัฐบาล สมาชิก ส.ส.พรรค ได้รังแตกแน่นอน)
4. ทะเลาะกันในพรรค มักบอกแค่ความคิดเห็นที่แตกต่าง (แต่เล่นกันถึงตาย เที่ยวก่อน พวกไม่เอาอภิสิทธิ์ ไม่ได้ลง ส.ส. บ้าง หรือลำดับปาร์ตี้ลิสต์ อยู่แถวบ๊วยตอนท้ายบ้าง พรรคอื่นแม้ไม่ได้อ้างเป็นสถาบันอย่างประชาธิปัตย์ ก็ไม่เล่นกันน่าเกลียด หน้าเนื้อ ใจเสือ แบบนี้เสียด้วยซ้ำ)
5. บอกว่ามี "อุดมการณ์ทางการเมืองมั่นคง" เคยขึ้น เคยลง และกลับมาทุกครั้ง (แต่กลับเป็นพรรคที่ทะเลาะกันเรื่องการจะไปร่วมรัฐบาลมากที่สุด เสียงแตกมากที่สุด ไม่รู้จะเอาอย่างไรแน่?