"สิ่งที่จะได้คือความคิดเห็นที่แตกแยก ได้ใช้วาทกรรม การใช้ความรุนแรง การใช้ความคิดเห็นของตัวเองไปประกอบกับความคิดเห็นอันนั้นจึงทำให้เกิดการแบ่งฝ่าย ความแตกแยกเกิดขึ้น ลักษณะแบบนี้ไม่สร้างสรรค์ ไม่ได้ทำให้สังคมมีการใช้เหตุและผล บางส่วนเป็นการปลุกกระแสที่คาดหวังว่าให้เป็นอย่างโน้น อย่างนั้น ไม่ใช่วิธีที่คนไทยควรจะเป็น แต่เป็นวิธีที่ถูกสร้างขึ้นและไม่ได้ส่งผลอันดีอันใดต่อประเทศไทย และความสงบเรียบร้อย มีแต่จะทำให้คนแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ลักษณะแบบนี้สื่อก็คงไม่สบายใจที่ได้เห็นการร่วมลงรายชื่อสนับสนุนหรือไม่สนับสนุนเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่ไม่ใช่ประเด็นสาธารณะ" พ.อ.หญิงศิริจันทร์ กล่าว
พ.อ.หญิงศิริจันทร์ กล่าวอีกว่า หากเป็นการตั้งหัวข้อล่ารายชื่อเพื่อลดโลกร้อนยังจะสร้างสรรค์มากกว่าและมีการแสดงความคิดเห็นที่หลากหลาย ในโซเชียลมีเดียควรจะใช้วิธีเช่นนั้น แต่ถ้า set up หรือปลุกกระแส เรื่องนี้ขึ้นก็ต้องมีคนเห็นต่างในเรื่องดังกล่าวก็จะเกิดการกระทบกันทั้งสองส่วน อยากจะฝากด้วยว่าอะไรที่เป็นการตั้งหัวข้อ และไม่เกิดผลประโยชน์สาธารณะ คนที่ตั้งต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตั้งขึ้นมาด้วย และเป็นไปไม่ได้ที่จะใช้กระบวนการเหล่านี้ ตั้งคนหรือลดคนออกจากระบบ เพราะทุกอย่างมีระบบของตัวเองอยู่แล้ว ว่าใครที่จะดำรงตำแหน่งตรงนี้ หรือใครที่จะต้องถูกปลดออกจากตำแหน่ง มีระบบกลไกอยู่ ให้ไปดูตรงนั้นมากกว่า
พ.อ.หญิงศิริจันทร์ ย้ำว่า อยากให้ใช้สติอยากฝากถึงประชาชนที่เข้าไปไปดูหรืออาจไปมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น ขอให้ถอยออกมาและดูประเด็นให้ดีว่าเป็นกระแสจริงๆ หรือเป็นกระแสที่ถูกจัดตั้งในช่วงของความหลากหลายข้อมูลข่าวสาร ถ้าเรามีสติและคิดว่าไม่ได้เป็นประเด็นสาธารณะจริงๆ ก็ถอยออกมา เรายังสามารถใช้สื่อโซเชียลมีเดียในเรื่องอื่นๆ ในการเผยแพร่ข้อมูลที่ดีของประเทศผลงานและการให้กำลังใจก็เป็นการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์และจะทำให้ความวุ่นวายต่างๆที่จะเกิดในประเทศในลักษณะแบบนี้หรือในห้วงเวลาอันสำคัญนี้ลดน้อยถอยลงหรือไม่มีเลยน่าจะเป็นสิ่งที่ดีมากกว่า
อย่างไรก็ตามในที่ประชุมหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก พล.อ.อภิรัชต์ ได้ระบุในที่ประชุมถึงกรณีดังกล่าวว่า "ขอให้ปล่อยไปเถอะ เพราะผมโดนมาเยอะแล้ว และผมก็ไม่ใช่นักการเมือง และในทางกฎหมายผมก็ไม่ได้อยู่ในข่ายที่จะถอดถอนได้"